Kiss the Rain III

Kiss the Rain 2

 

 

Title : Kiss the Rain III

Type : Short Fic

Genre : Romantic Comedy

Rating : PG-15

Character : Wangjunkai x Wangyuan

Writer : Mint Chocolate Chip

 

 

ท้องฟ้าชุ่มฝนเมื่อเมฆสีเทาแผ่นใหญ่คลี่คลุมเป็นวงกว้างโปรยปรายละอองฝอยยังความชุ่มชื้นแก่ผืนดินและใบหญ้า เสียงน้ำกระทบแอ่งดังจ๋อมแจ๋มไม่ต่างไปจากเสียงเสนาะใสของธรรมชาติ หมู่บ้านเล็กๆ ห่างจากตัวอำเภอไปหลายสิบกิโลเมตรกำลังเผชิญกับพายุฝนจนน่ากลัวว่าหากมันจะตกไม่หยุดและตกต่อไปอีกสองถึงสามวัน น้ำคงจะท่วมจนจะปลาจะกินดาวได้ละมัง

 

 

แม้จะยังไม่มืดค่ำนักเพราะยังคงมีรัศมีแสงจากดวงอาทิตย์อยู่บ้างหากชายหนุ่มก็เพิ่งเริ่มจะก่อไฟหุงข้าวเริ่มต้นทำอาหารเย็น ระยะนี้คุณยายไม่ค่อยสบายเพราะเป็นหวัดไม่หาย หวังจวิ้นข่ายพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลประจำอำเภอบอกว่าให้ระวังไว้อย่าให้โดนลมโดนฝนมากนักไม่อย่างนั้นปอดจะชื้นแล้วแก้ไขอาการลำบาก ตอนแรกเขาคิดว่าจะดูแลคุณยายคนเดียวเหมือนที่เคยเป็นมา แต่คิดอีกทีว่าคุณยายท่านแก่แล้ว หากจะมีลูกหลานมาเยี่ยมมาอยู่เป็นเพื่อนก็คงจะทุเลาอาการได้โดยเร็ว

 

 

เมื่อวานนี้เขาจึงติดต่อไป โทรด้วยโทรศัพท์บ้านเพราะเครือข่ายของโทรศัพท์เคลื่อนที่ยังเข้ามาไม่ถึง แต่ได้ยินอบต. ประกาศเสียงตามสายในหมู่บ้านว่าเร็วๆ นี้จะมีบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายหนึ่งจะมาติดตั้งเสารับสัญญาณ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเขาก็คงจะโทรหาน้องหยวนได้สะดวกไม่ต้องกลัวคุณป้าเป็นคนรับสายเขาเหมือนเมื่อวาน

 

 

ความจริงแล้วหวังจวิ้นข่ายหวังอยู่ว่าโทรไปแล้วน้องหยวนจะเป็นคนรับสาย แรงคิดถึงห่วงหาในอกมันจะได้เบาบางลงบ้าง เพราะเดี๋ยวอาการชักจะหนัก มองฟ้ามองดาวก็เห็นหน้าน้อง ได้กลิ่นข้าวหุงใหม่หอมอ่อนๆ ก็พาลให้นึกถึงผิวเนื้อละมุนใต้ฝ่ามือ ยิ่งได้ปั้นข้าวเหนียวนุ่มนิ่มยิ่งคิดถึงแก้มยุ้ยๆ น่าฟัดนั่นเสียเหลือใจ

 

 

แหม…หัวใจมันสะออนหลายเด้ ยิ่งคิดมันยิ่งซ่านในอก อยากเห็นหน้าน้องเหมือนอย่างบทกวีที่เขาว่า ‘อยากอุ้มน้องกอดรัดลงกับตัก แล้วบอกฮัก(รัก)กอดแนบให้เนาว์นาน’ ยังไงยังงั้นเลย

 

 

ถอนใจเป็นรอบที่ร้อยของวันกับข้าวก็เสร็จพร้อมตั้งโต๊ะ หญิงชรามีผ้าฝ้ายเนื้อหนักห่มคลุมไหล่จึงกระถดร่างออกมาจากบริเวณที่ท่านเอนอิงพักผ่อน ข้าวปลาอาหารไม่กี่อย่างสำหรับสองชีวิตที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือแจ่วและผักต้มอันเป็นของที่คนแก่สามารถเคี้ยวกลืนได้ง่าย

 

 

“คุณยายรู้สึกดีขึ้นหรือยังครับ ถ้ายังผมจะได้พาไปให้หมอตรวจอีกรอบ” พอได้ยินดังนั้นมือเหี่ยวย่นก็โบกให้วุ่น เป็นการบอกว่าจะไม่ไปนั่งรอเงกแล้วโดนหมอตรวจจนน่วมไปทั้งตัวแบบวันนั้นอย่างเด็ดขาด

 

 

“ยายไม่ไปดอกลูกหล้า โดนหมอจับบีบยายเจ็บน่วมไปหมด จากที่มันจะหายแล้วจะเป็นหนักกว่าเดิม”

 

 

หลานเลี้ยงของคุณยายหัวเราะจนเห็นฟันเขี้ยวเล็กๆ ขณะนั้นสายฝนลดระดับความแรงลงแล้วเหลือแต่เพียงละอองรินๆ เท่านั้น ทว่า แสงไฟที่ตัดหมอกฝนมาให้เห็นรางๆ ตรงเข้ามายังบริเวณรอบรั้วอาณาเขตของบ้านทำให้หวังจวิ้นข่ายรามือจากการสำรับตรงหน้า หมายใจว่าจะออกไปดูว่าใครมา เป็นเจ้าหางที่มาส่งข้าวก็ไม่น่าใช่เพราะเมื่อวานเพิ่งจะขนข้าวเปลือกไป หรือจะเป็นเจ้าศรีก็ไม่น่าใช่เพราะว่ามันออกไปถอนกล้าตั้งแต่เช้าแล้วจะค้างคืนที่เถียงนา ถ้าเป็นพี่ต้าลู่ก็ยิ่งไม่ใช่ใหญ่เพราะฝ่ายนั้นไปส่งไข่ยังจังหวัดใกล้เคียงเมื่อบ่ายแก่ๆ นี่เอง ยังไงก็ไม่น่าจะกลับมาทันเย็น

 

 

แต่แล้วความสงสัยของหวังจวิ้นข่ายก็เฉลยเอาตอนที่เห็นร่างคุ้นตาคุ้นใจโผนลงมาจากรถคันเล็กสมตัวผู้เป็นเจ้าของ น้องหยวนอยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์แค่นั้นก็ออนซอนหลายแท้ หวังจวิ้นข่ายมองตาปรอยขณะที่คนเป็นหลานรักวาดแขนกอดคุณยาย แต่วินาทีถัดมาดวงตากลมโตก็ปรายมองมาที่เขาพลางยิ้มจ้าในแบบที่ทำชายหนุ่มตาพร่าได้เลยทีเดียว

 

 

โอ้…น้องหยวนของพี่ไข่เป็นตาฮัก(น่ารัก)ถึงเพียงนี้ เจ้าส่งยิ้มมาให้ใจพี่ไข่จะขาดรอนๆ เสียก็ไม่รู้!

 

 

คุณยายแสดงความดีใจเป็นอันมากที่ได้เห็นหลานรัก ดูราวกับว่าโรคภัยไข้เจ็บมันหนีหาย เหลือแต่ดวงตาแจ่มใสกับความแข็งแรงที่คงมาเยือนในเร็ววัน ชายหนุ่มจึงปลีกตัวไปตอกไข่ทอดไข่เจียวให้เหลืองฟูเพราะกับข้าวในวันนี้คงไม่ถูกปากน้องแน่ และไข่เจียวก็เป็นอาหารพื้นฐานที่ทุกคนกินได้ด้วย

 

 

กลับมาพร้อมไข่เจียวเหลืองสวยน่าทาน หวังหยวนก็นั่งอิงแอบแนบข้างคุณยายแล้ว แข้งขาก็พับเก็บมิดชิดเป็นระเบียบเรียบงามกว่าแต่ก่อน เห็นแล้วใจมันสะออนอยากกอดน้องเหลือเกิน…หวังจวิ้นข่ายรีบปัดความคิดแสนอันตรายนั้นไปโดยไวรีบเสิร์ฟอาหารน่าทานให้ก่อนที่น้องหยวนจะโมโหหิวไปเสียก่อน

 

 

“อร่อยเหลือเปล่าเนี่ย?” นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้ยินเสียงใสว่าประชดให้แสบๆ คันๆ ทั้งประกายตาซนๆ นั้นก็อีก หากคนเป็นพี่ก็ยิ้มรับไม่สะท้านเพราะความอิ่มใจที่ได้เห็นน้องหยวนมันหลั่งล้น ทั้งยังไปปรากฏในแววตาคมหวานของเจ้าตัวเสียอีกด้วย แล้วหญิงชราผู้เป็นยายของทั้งสองมีหรือจะมองไม่เห็น ในวัยที่ล่วงเลยมาถึงขนาดนี้แล้วก็คือวัยที่เฝ้ามองดูความสุขและยินดีกับความสำเร็จของลูกหลาน

 

 

…ในตอนนี้ที่หวังจวิ้นข่ายมาบอกขออนุญาต มาขอความเห็นใจนั้น ท่านจึงไม่มีความคิดที่จะขัดขวางหรือต่อต้านเลยแม้แต่น้อย ก็ไม่เมื่อเด็กสองคนรักกัน มันจะมีอะไรดียิ่งไปกว่านี้เล่า?

 

 

“อร่อยสิจ๊ะ พี่ไข่ทำสุดฝีมือเลย ไม่เชื่อน้องหยวนลองชิมดู” คำหวานพะเน้าพะนอเอาใจเช่นเคย แล้วคนเป็นน้องก็ได้แต่ยิ้มขัดเขิน เพราะต่อหน้าคุณยายคงจะพูดอย่างที่ใจอยาก จะทำอย่างที่ใจต้องการมันคงจะไม่ได้แน่

 

 

ก็แหม…หวังหยวนอยากจะบอกว่าถึงจะอร่อยไม่อร่อยก็อยากให้ป้อนถึงปากนี่นา…ถ้าพูดออกไปแล้วคุณยายไม่เป็นลมก็น่าสนหรอก แต่นี่คุณยายกำลังป่วยอยู่เพราะฉะนั้นเขาต้องระวังหน่อย

 

 

ในที่สุดมื้อเย็นก็เสร็จสิ้น ของหวานล้างปากก็คือผลไม้รสเปรี้ยวอมหวานที่ซื้อมาจากตลาดนัดเมื่อวันวาน จากนั้นชายหนุ่มจึงเก็บสำรับที่เหลือในฝาชี ส่วนจานชามช้อนส้อมที่เปรอะเปื้อนก็เก็บใส่ถังพลาสติกเพื่อนำไปล้าง ทางด้านหวังหยวนเมื่อพาคุณยายไปพักผ่อนเปิดทีวีให้ดูแล้วก็แอบปลีกตัวมาหาคนที่นั่งอยู่บนม้านั่งกำลังใช้ฟองน้ำถูทำความสะอาดจานอย่างขะมักเขม้น ร่างเล็กสืบเท้าเข้าไปด้านหลังก่อนจะเอื้อมมือไปปิดตาคนตัวโตกว่า เสียงใสถามกลั้วเสียงหัวเราะว่า…

 

 

“ทายซิใครเอ่ย?”

 

 

“ใครก็ไม่รู้ตัวเล็กๆ น่ารักๆ” จากนั้นแล้วก็มีเสียงเสียงหัวเราะชอบใจเมื่อบางสิ่งที่นุ่มหยุ่นกดลงมาที่ข้างแก้มของเขา

 

 

“มาหอมพี่ไข่ทำไม?”

 

 

“ทีตอนนั้นพี่ไข่ยังหอมแก้มเค้าเลย” หวังหยวนเท้าความไปถึงตอนที่เขาต้องจากลากลับไปเมืองหลวงกับผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามจากเมื่อแรกเริ่ม ตอนนั้นพี่ไข่หอมแก้มเขาจนแทบช้ำเลยละมั้งก่อนจะยอมปล่อยให้ไปแต่งตัวขึ้นรถกลับบ้าน

 

 

“แล้วที่มานี่มาเยี่ยมคุณยายใช่ไหม คุณแม่น้องหยวนบอกน้องหยวนหรือเปล่าว่าไม่สบาย?” หวังจวิ้นข่ายถามต่อขณะที่ล้างจานผ่านน้ำสุดท้ายโดยมีร่างเล็กวาดแขนกอดคอเกาะหลังแจ

 

 

“ใครบอก เค้าหนีแม่มาต่างหาก ไม่อยากรอให้หมดหน้าฝน” เหลือร้ายรับประทานจริงๆ สำหรับหลานรักของคุณยาย แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะเขาก็คิดเช่นเดียวกัน หลังจากค่ำคืนในเถียงนาน้อย หวังจวิ้นข่ายก็นอนตาปรือเป็นสุขทุกครั้งที่นึกถึง หนำซ้ำยังสร้างความรู้สึกหนักอกรุนแรงขึ้นทุกวันด้วยอยากได้น้องหยวนมานอนกอดแนบข้าง นอนคนเดียวมันเปลี่ยว เอ้ย มันเหงาเหลือทนจริงๆ

 

 

“เดือนหน้าก็หมดฝนแล้ว รอพี่ไข่หน่อยเถอะจ้ะ” หลานเลี้ยงของคุณยายว่าอย่างนั้น คนตัวเล็กผละร่างออกอย่างไม่ชอบใจนัก ความจริงแล้วเขาไม่ได้โกรธหรอก แค่อยากจะงอนให้คนมาง้อ เพราะตอนกินข้าวไม่มีคนป้อนให้เลยอดอยากพิลึก

 

 

ทว่า หวังจวิ้นข่ายยังใจเย็น เก็บจานชามที่ล้างสะอาดแล้วใส่ถังเพื่อนำไปผึ่งเก็บบนชั้นแล้วลุกขึ้นไปสวมกอดร่างเล็กที่ทำทีเป็นเดินวาดขาเตะอากาศอยู่แถวๆ นั้น

 

 

“น้องหยวนโกรธพี่ไข่หรือจ๊ะ?”

 

 

“น้ำก็ยังไม่อาบ อย่ามากอดเค้านะ” ร่างเล็กไม่ได้ดิ้นรนฮึดฮัด มีเพียงวาจาเท่านั้นที่ตัดพ้อต่อว่า

 

 

“โธ่…ยิ้มนะคนดี ยิ้มให้พี่ไข่ชื่นใจก่อน…” ประโยคนั้นไม่ทันได้สิ้นสุดครบถ้วนเพราะริมฝีปากของเขาถูกนาบด้วยความนุ่มหยุ่นของกลีบเนื้อนิ่มไปเสียก่อน ร่างเล็กเหนี่ยวบ่าเขาแล้วเขย่งยืนบนปลายเท้าเพื่อให้ ‘จูบ’ เขาได้ถนัดขึ้น

 

 

วินาทีแรกคือความตกใจจากนั้นคือการได้ซึมซับความอ่อนหวานที่ฝ่ายนั้นแสดงออกให้เขารับรู้ ทว่า คนตัวเล็กก็ยังไม่พอใจนักเมื่อหวังจวิ้นข่ายไม่ได้ ‘จูบตอบ’

 

 

“ทำไมพี่ไข่ไม่จูบตอบ” เสียงกระซิบดื้อดึงปนขัดเขินนัก

 

 

คนเป็นพี่หัวเราะในลำคอแล้วกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น ริมฝีปากอุ่นและนิ่มที่หวังหยวนอยากได้อยากครอบครองก็กดประทับลงมา ในตอนแรกมันนุ่มนวลอ่อนหวานเสมือนตัวตนหากในเวลาต่อมามันกลับหนักหน่วงเร้าอารมณ์เสียจนหวังหยวนอ่อนเปลี้ย ได้แต่ส่งร่างตัวเองให้ชายหนุ่มกอดรัดดูแลอย่างเต็มใจ…

 

 

คนตัวเล็กเอียงศีรษะเล็กน้อย เบี่ยงองศาให้รอยบดจูบนั้นแนบสนิทยิ่งขึ้น ให้ปลายลิ้นได้ส่งผ่านความรู้สึกอันหวามไหวได้ดีขึ้น…เสียงครางในลำคอบ่งบอกให้รู้ว่าอีกฝ่ายพึงพอใจกับการที่ชายหนุ่มจูบตอบทั้งยังกวาดกลืนให้แทบสิ้นเรี่ยวแรง เพราะชายหนุ่มเองก็คิดถึง อยากจูบ อยากกอด แรงอารมณ์ในอกนี้มันโหยหาจนแทบระเบิดโพล๊ะออกมา หากด้วยความที่เขาเฝ้าเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าเมื่อใดที่น้องหยวนเป็นของเขาถูกต้องตามครรลองของสังคม เวลานั้นต่างหากที่พี่ไข่จะสอนให้หลานรักของคุณยายรู้ว่า…ผู้ชายอย่างเขาเป็นเช่นไร…

 

 

“อือ…พี่ไข่ พอก่อน…” เสียงใสสั่นๆ ยามกระซิบ คนตัวโตจึงหยุดรุกรานและปล่อยน้องให้เป็นอิสระ

 

 

เด็กหนุ่มเม้มปากขัดเขินหากไม่ขุ่นเคือง ทว่า วาจาแสบๆ ซนๆ ก็ยังมีมาให้ได้ยิน “…เปิดโอกาสให้ก็จัดชุดใหญ่เลยนะ”

 

 

หลานเลี้ยงของคุณยายยิ้มพราย ดวงตาคมหวานแรระบายแวววามจนหวังหยวนอยากแหวกแผ่นดินหนีอายเพราะความเขินทวีคุณเมื่อได้ฟัง

 

 

“ก็น้องหยวนน่ารัก พี่ไข่ก็เลยไม่อยากทน”

.

.

.

.

ถึงแม้เด็กหนุ่มจะนอนแต่หัวค่ำในความหมายของหวังหยวนคือราวๆ ห้าทุ่ม แต่กระนั้นก็ยังตื่นสายกว่าคุณยายที่ตื่นไปใส่บาตรทุกเช้ากับพี่ไข่ที่ตื่นมาหุงหาอาหารเลี้ยงทุกคนในบ้าน เป็นเวลาแปดโมงเมื่อเขาดูนาฬิกาบนโทรศัพท์มือถือ ยังเช้าเกินไปสำหรับการตื่นหากว่ายังอยู่ในบ้านที่เมืองหลวง แต่กับที่นี่มันคือเวลาสายมากแล้ว สมควรตื่นมาล้างหน้าแปรงฟันรับไออุ่นของแดดเสียที

 

 

ไม่รอช้าร่างเล็กลุกขึ้นจากที่นอน ไม่ลืมพับผ้าห่มวางไว้ปลายเตียงแล้วหยิบผ้าเช็ดตัวล้างหน้าแปรงฟันอาบน้ำต้อนรับเช้าวันใหม่ เมื่อเนื้อตัวหอมฟุ้งด้วยสบู่และแป้งทาตัว หวังหยวนจึงลงมาจากชั้นบนของบ้าน กลิ่นควันไฟปะปนมากับกลิ่นข้าวหุงใหม่ กวาดตามองหาคุณยายแล้วไม่พบแสดงว่าท่านยังไม่กลับจากวัด ร่างเล็กจึงค่อยๆ ย่องไปหาชายหนุ่มร่างสูงที่กำลังหันหลังทำกับข้าว แต่ดูเหมือนว่าฝ่ายนั้นจะมีตาหลัง ถึงได้หันกลับมาก่อนที่หวังหยวนจะเข้าถึงตัวเสียอีก

 

 

“น้องหยวนหิวแล้วหรือจ๊ะ รอพี่ไข่ครู่เดียวเดี๋ยวได้กินข้าวแล้ว” น้ำคำอ่อนหวาน จริงใจและเอื้อเอ็นดูเสมอนั้นมีแต่จะทำให้หวังหยวนเป็นเด็กอ่อนโยนขึ้น ไม่ได้เกรียนกะโหลกกะลาน่าสั่งสอนเหมือนตอนใช้ชีวิตอยู่ในเมืองกรุง…ไม่รู้สิ! เขาไม่ได้เสแสร้งหรือเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ใครมองเขาดีขึ้น แต่มันเป็นเพราะหวังหยวนไม่อยากให้ใครเสียใจกับพฤติกรรมแย่ๆ ที่เขาเคยมี เขาอยากเป็นเด็กดี อยากให้พี่ไข่ชื่นชมเอ็นดู…

 

 

“ยังไม่หิวเท่าไหร่ วันนี้พี่ไข่ทำอะไรเหรอ?” ใบหน้าเนียนใสยื่นคอชะโงกมองไปยังสิ่งซึ่งอยู่ในหม้อ น้ำสีคล้ำเกือบข้นกำลังเดือดปุดๆ

 

 

“น้ำยาป่าจ้ะ เมื่อเช้าพี่ซื้อข้าวปุ้น(ขนมจีน)มา” คนพูดอธิบายง่ายๆ ขณะหั่นต้นหอมเป็นท่อนยาวแล้วใส่ลงในหม้อ เคล้าให้เข้ากันแล้วยกลงจากเตา เด็กหนุ่มมองตามแล้วนึกสงสัยว่าทำไมพี่ไข่เก่งการบ้านการเรือนนัก คิดจะไปเป็นพ่อบ้านให้ใครหรือเปล่า พอคิดอย่างนี้แล้วก็อดไม่ได้ที่จะถามออกไปดังๆ

 

 

“ทำไมพี่ไข่ทำกับข้าวเก่งจัง เก่งอย่างนี้มีใครจองตัวไปเป็นพ่อบ้านบ้างหรือเปล่า?” อดประชดนิดๆ ไม่ได้ด้วยระแวงว่าในระหว่างที่หวังหยวนไม่อยู่ ในระหว่างที่เขาห่างหาย พี่ไข่จะมีใครมาทอดไมตรีบ้างหรือไม่

 

 

“ก็พี่ไข่อยากให้น้องหยวนกินข้าวอร่อยน่ะสิ ส่วนใครเขาคิดยังไงพี่ไข่ไม่รู้หรอก รู้แต่ว่าพี่ไข่อยากเป็นพ่อบ้านให้น้องหยวนคนเดียว”

 

 

“ปากหวาน” หวังหยวนเบ้ปาก สีหน้าครึ่งยิ้มครึ่งบึ้งหากก็แฝงรอยสุขใจอย่างปิดบังไม่มิด

 

 

“หวานไม่หวานน้องก็เคยชิมแล้วไม่ใช่หรือจ๊ะ?”

 

 

ประโยคที่จะฆ่าหวังหยวนให้ตายดังมาอีก คนตัวเล็กนึกอยากกระโดดถีบหลานเลี้ยงของคุณยายจริงจัง นี่ขนาดยังไม่ได้มาสู่ขอยังเป็นถึงเพียงนี้ ถ้าแต่งไปเมื่อไหร่ หวังหยวนมิสำลักคำหวานตายคาอกน่าซบนั้นหรอกหรือ?

 

 

หลังจากเสร็จสิ้นจากมื้อเช้าหลานรักก็พาคุณยายไปเดินเล่นออกกำลังเพื่อย่อยอาหาร หนทางก็ไม่ได้ไกลจากตัวบ้านสักเท่าไหร่เลยพอเดินสุดถนนจนถึงหัวมุมสี่แยกก็ย้อนกลับมาที่เดิม ซ้ำไปซ้ำมาอยู่สองสามรอบ และตลอดเวลาที่มีผู้ขับขี่จักยานหรือมอเตอร์ไซค์ แม้แต่คนเดินถนนก็ออกปากทักทายกันเหมือนดั่งญาติพี่น้อง ช่างต่างไปจากเมืองหลวงที่หวังหยวนจากมาเหลือเกิน…ที่นั่นต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างเอารัดเอาเปรียบ หายากเหลือเกินที่จะมีใครเปิดรอยยิ้มกว้างขวางให้กับคนที่ไม่ใช่พี่น้องของตัว

 

 

หวังหยวนชักจะรักที่นี่ แล้วก็โหยหาในสิ่งที่เมืองหลวงไม่มีเสียแล้วสิ…แต่คงอีกไม่นานหรอกที่พี่ไข่จะเอ่ยปากขออนุญาตคุณยายแล้วไปพูดจากับพ่อแม่ของเขาให้เป็นเรื่องเป็นราว เพราะเรื่องระหว่างเขากับพี่ไข่ยังเป็นความลับ พ่อกับแม่ยังไม่รู้ ส่วนคุณยายนั้นก็คงจะรู้แล้วนั่นแหละนะ

 

 

ที่หวังหยวนยังไม่บอกเรื่องนี้กับพ่อแม่เพราะพวกท่านทั้งสองยังปักใจเชื่อว่าพี่ไข่คือคนที่จะฮุบสมบัติของคุณยายไปเสียทั้งหมดในฐานะคนที่ดูแลท่านมาตลอด อีกความหนักใจอย่างหนึ่งก็คือเขากลัวเหลือเกินว่าหากพี่ไข่รู้ว่าการมาอยู่ที่นี่ ทำทีเป็นว่ามาเยี่ยมคุณยายมีเบื้องลึกเบื้องหลังอย่างไร พี่ไข่จะมองเขาด้วยสายตาเช่นไร…เขากลัวว่าพี่ไข่จะไม่รักแล้วพาลโกรธเกลียดจนไม่อยากมองหน้า ถ้าถึงเวลานั้นแล้วเขาจะย่ำแย่ขนาดไหน?

 

 

ความกลัวของหวังหยวนบังเกิดขึ้นเมื่อยามบ่ายของวันนี้นี่เอง พ่อกับแม่เดินทางมาหาคุณยายเพราะรู้จากการส่งข่าวไปบอกของหวังจวิ้นข่าย แต่ไม่รู้ว่าลูกชายคนสุดท้องของตัวเดินทางมาล่วงหน้ามาก่อนแล้ว ทั้งสองเข้าใจว่านั่นคือการ ‘ทำคะแนน’ ให้คุณยายมองเห็นว่าหลานรักเป็นห่วงเป็นใย ท่านจะได้รักจะได้เอ็นดู ไม่ยกทรัพย์สินเงินทองที่นาท้องไร่ไปให้คนอื่นที่ไม่มีสายเลือดเดียวกันสักหยด

 

 

“หยวนหยวนทำดีแล้วนะลูก ทีนี้คุณยายจะได้รู้ตัวเสียทีว่าใครที่ควรจะได้สมบัติไป ไม่ใช่ให้กิ้งก่าได้ทอง ให้วานรถือแก้ว” คนเป็นลูกชักไม่อยากฟัง เขาไม่อยากบอกว่าไอ้กิ้งก่าวานรที่แม่เปรียบเปรยน่ะคือแฟนของเขา แฟนตัวจริงเสียงจริงที่รอให้มาสู่ขออยู่เนี่ย

 

 

“แม่หยุดพูดเถอะ พี่ไข่เป็นคนดี เขาดูแลคุณยายมาตลอดนะครับ” หวังหยวนชี้แจงแล้วคนเป็นพ่อแม่ก็มองลูกด้วยสายตาประหลาด

 

 

“ลูกเป็นเห็นผิดเป็นชอบตามคุณยายไปด้วยได้ยังไง เชื่อที่พ่อกับแม่บอกเถอะ…เสี่ยวไข่น่ะ อย่างดีก็ควรเป็นแค่คนงานในบ้านเราก็พอ อย่าถึงต้องยอมให้เผยอมาเทียบชั้นเลย”

 

 

“โธ่…แม่ จะให้ผมพูดอีกกี่ครั้งแม่ถึงจะเข้าใจ พี่ไข่เป็นคนดีไม่งั้นคุณยายจะไว้ใจเลี้ยงดูเหมือนลูกเหมือนหลานได้ยังไง ความดีของเขาแม่มองไม่เห็นเลยหรือครับ?” ลูกชายคนสุดท้องอุทาน พูดรัวเร็วเป็นรถด่วนเมื่ออารมณ์นิ่งๆ เริ่มถูกสั่นคลอน

 

 

เขาทั้งสงสารพี่ไข่…ทั้งอ่อนใจว่าทำไมแม่เขาช่างไม่มีดวงตาและดวงใจที่มองเห็นความดีในตัวของชายหนุ่มผู้นั้นเลยหรืออย่างไร?

 

 

“พูดอย่างนี้กับแม่ได้ยังไง…คุณคะ หันมาช่วยพูดหน่อยสิ” คนเป็นแม่เดือดร้อนเมื่อเห็นท่าทีของลูกชายเปลี่ยนแปลงไป เธอหันไปหาสามีเพื่อให้ช่วยพูด บางทีหวังหยวนอาจจะฟัง

 

 

“เชื่อแม่เขาเถอะ แม่เขาหวังดีนะลูก” คนเป็นพ่อว่าเสียงอ่อน และเพราะความนุ่มนวลในน้ำเสียงและท่าทีอ่อนโยนของผู้เป็นพ่อทำให้เด็กหนุ่มลดความกระด้างในน้ำเสียงลง

 

 

“ผมรู้ว่าพ่อกับแม่หวังดีที่เป็นห่วงกลัวว่าคนอื่นจะเอาสมบัติของเราไป แต่พ่อครับแม่ครับ…พี่ไข่เป็นคนดีจริงๆ เขาไม่เคยบอกสักคำว่าอยากได้สมบัติของคุณยาย เขาไม่เคยแอบยักยอกเงินไปเลยสักครั้ง มีแต่จะเอามาให้คุณยายเก็บไว้ คนแบบนี้น่ะไม่มีทางโกงของๆ ที่ควรจะเป็นของเราไปหรอกนะครับ…”

 

 

คำพูดยืดยาวเหล่านั้นเต็มไปด้วยอารมณ์ทั้งขุ่นเคืองแทนชายหนุ่มที่ไม่ได้อยู่ที่นี่เพื่อแก้ตัว ทั้งยังอ่อนใจกับความคิดความเชื่อของบิดามารดา แล้วคำพูดสุดท้ายก็ราวกับเป็นจุดตัดสินทุกอย่าง…

 

 

“…ที่สำคัญ ผมรักเค้า ผมรักพี่ไข่…”

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

 

 

 

Advertisements

2 thoughts on “Kiss the Rain III

  1. น้องบอกพ่อแม่แล้วววว น้องรักพี่ไข่ รักพี่ข่ายยยยยยยยย แงงงงง

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s