Give me one more chance

Give me one more chance

 

 

Fiction

Title : Give me one more chance

Type : Short Fic

Genre : Romance

Rating : PG-15

Character : Wangjunkai x Wangyaun

Join : Liuzhihong

Writer : Mint Chocolate Chip

Plot : @mytriple_j

 

 

 

รู้มั้ย?

 

 

ความรู้สึกแอบชอบใครสักคนมันเป็นยังไง?

 

 

ผมกำลังเผชิญกับความรู้สึกแบบนั้นอยู่ทกวัน ผมรู้ตัวดีว่าเป็นแค่คนวงรอบนอกของหวังจวิ้นข่าย รู้ดีว่าตนเองไม่เคยอยู่ในสายตา แต่ใครจะห้ามความชอบที่มันล้นอยู่ในใจทุกวันได้…

 

 

การห้ามตัวเองไม่ให้รักใครสักคน มันก็เหมือนการห้ามการไอ ยิ่งเก็บกลั้น มันยิ่งแสดงตัวชัดเจน

 

 

ผมกำลังเป็นแบบนั้น…

.

.

.

.

“ไปสารภาพรักมาแล้วเป็นยังไงมั่ง?”

 

 

เพื่อนสนิทส่งเสียงถามมาทันทีที่เด็กหนุ่มร่างผอมเปิดประตูเข้ามาในชมรมดนตรี โชคดีที่ตอนนั้นสมาชิกชมรมทุกคนกลับบ้านไปหมดแล้วจึงเหลือแต่เพียงหวังหยวนและหลิวจื้อหงที่ยังอยู่ แสงอาทิตย์อัสดงสีส้มอมแดงฉาบไล้ใบหน้าของผู้ที่ก้าวเข้ามาเป็นสีแดงเรื่อ กระนั้นสีหน้าของฝ่ายนั้นไม่ได้บ่งบอกถึงความยินดีปลาบปลื้มเลยแม้แต่น้อยนิด รอยยิ้มที่ตั้งใจจะส่งมอบให้เพื่อนกลายเป็นรอยยิ้มแหยไปทันทีเมื่อเห็นหยดน้ำใสๆ คลอตา

 

 

“หยวนหยวน?”

 

 

“พี่เค้าปฏิเสธเราอะ จื้อหง” คนพูดเดินมาฟุบหน้าลงบนโต๊ะประชุมของชมรมแล้วนิ่งค้างอยู่อย่างนั้น จนหลิวจื้อหงต้องผละจากกีต้าร์มานั่งลงเคียงข้างเพื่อปลอบประโลม

 

 

“พี่เค้าบอกไม่ชอบนายเหรอ?” เสียงถามเบาๆ เพราะเกรงว่าหวังหยวนจะบุบสลายไปต่อหน้าต่อตา แค่ตอนที่เขาเห็นสีหน้าเมื่อครู่ของเพื่อนเขาก็รู้สึกใจเสียไปแล้ว

 

 

“พี่เค้าแทบไม่พูดอะไรด้วยซ้ำ เขาบอกแค่คำว่าขอโทษแล้วก็เดินไปเลย…” น้ำเสียงของคนตัวเล็กสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด ความรักครั้งแรกพังทลายไม่มีชิ้นดี “…คงไม่มีคนบ้าที่ไหนคิดเข้าข้างตัวเองขนาดนั้นหรอก เค้าแสดงออกชัดเจนขนาดนั้นแล้วนี่นา”

 

 

“ไม่เป็นไรนะ หยวนหยวน” หลิวจื้อหงรู้ดีว่าคำพูดของเขาไม่ได้ช่วยอะไรเพื่อนเท่าไหร่ แต่เขาก็นึกคำพูดอะไรไม่ออกเลย จึงได้แต่พูดคำเหล่านั้นออกไป

 

 

คนเป็นเพื่อนรู้สึกถึงน้ำตาร้อนๆ ที่แผ่ขยายบนเสื้อของเขาเป็นวงกว้าง…ความเสียใจของหวังหยวนในวันนี้คงกลายเป็นบาดแผลที่ไม่มีวันหาย หรือไม่ก็อย่างดีสักหน่อย วันเวลาอาจจะพอช่วยบรรเทา หากมันคงยังทิ้งรอยแผลเป็นไว้เป็นแน่แท้

 

 

หวังหยวนร้องไห้อย่างไม่อายเพื่อน น้ำตาแห่งความเสียใจครั้งนี้มันกัดกินลึกกว่าที่คาด แปลว่าหัวใจของเขาได้รับเอา ‘คนๆ นั้น’ มาไว้เต็มห้องหัวใจ เมื่อความเจ็บปวดมาเยือน มันถึงได้ทรมานเยี่ยงนี้ และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ความปวดร้าวนี้จะจางหาย

 

 

หรือมันอาจไม่เคยหาย…เพราะหัวใจยังจดจำ…

.

.

.

.

จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จากหนึ่งปีเป็นสองปี…

 

 

วันเวลาเคลื่อนคล้อยไปพร้อมกับการเจริญวัยของเด็กหนุ่มทั้งสอง หลิวจื้อหงสอบเข้าโรงเรียนชั้นมัธยมปลายได้คนละแห่งกับหวังหยวน ถึงทั้งสองจะแยกจากกัน แต่ก็ยังติดต่อไต่ถามสารทุกข์สุกดิบเสมอ ทุกคืนพวกเขาจะส่งวีแชทหากันเพื่อแลกเปลี่ยนเรื่องราวระหว่างกัน แน่นอนว่าบาดแผลครั้งนั้นของหวังหยวน หลิวจื้อหงไม่ได้แตะต้องมันเลย และเจ้าตัวก็คล้ายกับว่าทำเป็นลืมเรื่องราวเหล่านั้นไปจนหมดสิ้นแล้ว

 

 

เช่นกันที่คืนนี้หวังหยวนแชทกับหลิวจื้อหงจนถึงเวลาใกล้เข้านอน หลังจากที่กล่าวลาด้วยคำว่าราตรีสวัสดิ์ เด็กหนุ่มจึงหยิบหนังสือที่เพิ่งซื้อมาจากร้านค้าที่คนขายเชียร์ว่าหนังสือเล่มนี้ดีมาก ได้รับการแปลมาแล้วหลายภาษา เขาพลิกๆ เปิดดูแล้วก็ได้พบกับข้อความบางอย่างที่ช่างสะดุดตาและสะดุดใจเขาเหลือเกิน

 

 

‘การกลับมาของใครบางคน เปลี่ยนแปลงชีวิตคนคนหนึ่งไปตลอดกาล-Murakami’

 

 

ประโยคนั้นสร้างความสั่นคลอนบางอย่างให้กับตัวตนของหวังหยวนอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่แน่ใจว่าสิ่งนั้นถูกเรียกว่าลางสังหรณ์หรือว่าอะไร แต่ที่แน่ๆ มันประทับลงในใจของเขาแล้ว…

.

.

.

.

…เช้าวันถัดมาเป็นวันประชุมวิชาการ โรงเรียนหนานไควิทยาที่หวังหยวนสอบเข้าได้เป็นเจ้าภาพในปีนี้จึงมีตัวแทนนักเรียนจากโรงเรียนมัธยมปลายทั่วฉงชิ่งมาร่วมประชุม รวมไปถึงตัวแทนจากโรงเรียนปาจงศึกษาด้วย ช่วงนี้เป็นช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างฤดูหนาวกับฤดูร้อน ทำให้เกิดมรสุมฝนตกชุกอย่างไม่ลืมหูลืมตามาสองสามวันแล้ว หวังหยวนกับร่มกับคันสีขาว ร่มคันใหญ่เพียงพอที่จะกันหยาดฝนไม่ให้มาถึงตัวจนเปียกปอน ทั้งยังสามารถเอื้อเฟื้อให้คนอีกคนมาร่วมแบ่งปันด้วย

 

 

ก่อนที่จะถึงทางเข้าของโรงเรียน มีศาลาพัก…ที่นั่นมีร่างสูงของเด็กหนุ่มคนหนึ่งในเครื่องแบบนักเรียนที่ไม่คุ้นตา แน่นอนว่าไม่ใช่เครื่องแบบของโรงเรียนหนานไควิทยาที่หวังหยวนสวมใส่เป็นแน่ ยิ่งตราของโรงเรียนบนปกเสื้อนอกบอกชัดเจนว่าเป็นนักเรียนจากโรงเรียนอื่นที่มาร่วมประชุมวิชาการในวันนี้และในอีกสามวันข้างหน้าด้วย

 

 

เด็กหนุ่มตัวเล็ก ผอม เจ้าของผิวขาวจัดและดวงตากลมใสตั้งใจจะเดินไปถามไถ่ด้วยความเอื้อเฟื้อ แต่เมื่อร่างสูงของเด็กหนุ่มคนนั้นเบือนมา หัวใจของหวังหยวนพลันกระตุกรวมไปถึงฝีก้าวที่ชะงักราวกับมีใครมากดปุ่มหยุดไว้

 

 

ใบหน้านั้น…เขาไม่มีวันลืม

 

 

หวังจวิ้นข่าย!

 

 

คนที่ปฏิเสธเขาในวันนั้น!

.

.

.

.

เด็กหนุ่มกำลังรอฝนหยุด จากตอนเช้ามืดที่ฝนโปรยปรายเป็นละอองบางเบาเพียงพอที่จะวิ่งฝ่าฝนไปอย่างไม่เปียกปอนมากนัก กลายเป็นเม็ดใหญ่และตกแรงขึ้นจนมองดูคล้ายเป็นม่านแพรขาวของเทพธิดาสายฝน อุปกรณ์อย่างร่มหรือเสื้อคลุมพลาสติกนั้นเขาไม่ได้หยิบติดมือมาเลย เกือบครึ่งชั่วโมงแล้วที่เขายืนแกร่วอยู่ที่นี่ เพื่อนจากปาจงศึกษาที่เป็นตัวแทนร่วมเข้าประชุมวิชาการก็ยังมาไม่ถึง

 

 

หวังจวิ้นข่ายยืนรอฝนหยุดด้วยอารมณ์หงุดหงิดเล็กน้อย ชั่วขณะนั้นเองที่เขาได้ยินเสียงเม็ดฝนสลับกับเสียงฝีเท้าดังจ๋อมแจ๋ม เขาจึงได้หันมาเผื่อว่าจะได้ขออาศัยร่มเข้าไปในตัวอาคาร หลังจากที่เขาปฏิเสธไมตรีของสาวน้อยหลายต่อหลายคนที่แบ่งปันเอื้อเฟื้อพื้นที่ใต้ร่มให้กับเขา

 

 

บางทีเขาก็นึกเบื่อกับหน้าและเสน่ห์ในตัวตนของเขาที่พาให้ใครต่อใครหยิบยื่นไมตรีให้เพียงแค่สบตา เด็กหนุ่มยังไม่อยากมีความรัก เขาอยากจะโฟกัสกับเรื่องเรียนก่อน…แต่ทว่า โชคชะตาคงเล่นตลก หรือมันเป็นมนต์ขลังของสายฝนก็ไม่อาจทราบได้ ทำให้หวังจวิ้นข่ายหันไปพบกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งถือร่มสีขาวคันใหญ่ไม่สมกับตัว ใบหน้าขาวสะอาดหมดจดรับกับดวงตากลมโตใสแจ๋วราวแก้วเนื้อดี ริมฝีปากสีสดตามธรรมชาติหยักพริ้มแม้เจ้าตัวจะไม่ได้ยิ้ม…

 

 

หวังจวิ้นข่ายไม่อยากยอมรับเลยว่าชั่ววินาทีนั้นทำให้เขาลืมกระทั่งหายใจ

.

.

.

.

หวังหยวนชะงักฝีเท้าพร้อมๆ กับที่ดวงตาสีเข้มของเด็กหนุ่มร่างสูงเบิกกว้างขึ้นกว่าปกติ มันมีร่องรอยของความตะลึงงัน เสี้ยววินาทีต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นความยินดีโดยที่เจ้าตัวก็คงไม่รู้ ร่างเล็กกำคันร่มแน่น เหงื่อชื้นฝ่ามือจนรู้สึกได้ ทั้งที่บรรยากาศรอบกลายเย็นฉ่ำจากสายฝนที่โปรยลงมาไม่ขาดสาย เขาก้าวเท้าไม่ออกราวกับว่าโดนดึงดูดด้วยดวงตาคู่เดิมที่เขาเคยฝันใฝ่หา

 

 

“ขอโทษครับ…” เป็นฝ่ายนั้นที่เปิดปากเริ่มบทสนทนาก่อน หวังหยวนเม้มปากแน่น…วันนั้นหวังจวิ้นข่ายก็พูดคำนี้กับเขา และทำให้หัวใจที่บอบบางอยู่แล้วยิ่งเปราะบางหนักข้อขึ้นไปอีก น้ำตาคือเพื่อนในแต่ละวัน และเสียงสะอื้นเป็นเพื่อนในยามค่ำคืน เขายังจดจำบาดแผลที่หวังจวิ้นข่ายสร้างขึ้นได้ทั้งหมด

 

 

“ขออาศัยร่มไปด้วยได้ไหม?” น้ำเสียงห้าวทุ้มมีเสน่ห์ที่หวังหยวนได้ยินตอนบอกปฏิเสธครั้งนั้นดังขึ้นพร้อมกิริยากริ่งเกรงปนเก้อเขินอยู่ลึกๆ ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็พร้อมที่จะกระโจนเข้าเผชิญหน้ากับความรู้สึกนั้น

 

 

“……………..” หวังหยวนไม่ได้พูดคำใดออกไป เขาอึกอักด้วยซ้ำไป ทว่า อีกฝ่ายกลับแปลความหมายว่าเขาไม่ปฏิเสธ ร่างสูงจึงถือวิสาสะก้าวเข้ามาในร่มสีขาวที่หวังหยวนครอบครองมันอยู่ เนื่องจากความสูงที่มากกว่าทำให้หวังจวิ้นข่ายต้องค้อมหลังลงเพื่อที่ศีรษะจะได้ไม่ทิ่มซี่ร่มเข้า ร่างเล็กออกจะตกใจจนแทบจะปล่อยมือออกจากร่มที่ถืออยู่ โชคดีที่อีกฝ่ายเอื้อมมือมาจับคันร่มเพื่อขยับให้มันสูงขึ้น

 

 

“นายเรียนอยู่หนานไคเหรอ?”

 

 

“ชะ…ใช่” เด็กหนุ่มร่างเล็กเพิ่มจะหาปากหาลิ้นเจอ กระนั้นเสียงที่ตอบกลับมายิ่งเบาแสนเบาจนคนตัวสูงกว่าต้องเงี่ยหูฟังให้ถนัด

 

 

“ฉันเรียนอยู่ปาจง เป็นตัวแทนมาร่วมประชุมวิชาการ…นายคงจะเป็นตัวแทนของโรงเรียนเข้าประชุมด้วยสินะ?” ประโยคนั้นบอกเล่าและถามไถ่อย่างเป็นกันเอง หวังหยวนนึกแปลกใจอยู่ว่า…หรือหวังจวิ้นข่ายจะจำเขาไม่ได้?

 

 

ก็ดีแล้ว…หวังหยวนบอกกับตนเอง เขาไม่อยากพลาดเป็นครั้งที่สอง เขาไม่อยากสนใจคนที่เคยทำร้ายจิตใจของเขา

 

 

ทว่า หัวใจที่เต้นแรงผิดจังหวะแบบนี้ เขาก็ปฏิเสธไม่ได้เลย

 

 

“เปล่า…” ด้วยกำลังใจอันเข้มแข็ง หลังจากที่ปลุกปลอบตัวเองมาพักหนึ่ง หวังหยวนก็ตอบกลับไปด้วยเสียงเบาเช่นเดิม จึงเปิดโอกาสให้เกิดความใกล้ชิดระหว่างกันโดยไม่ตั้งใจ

 

 

“น่าเสียดายจัง…” คนพูดคงไม่รู้ว่าความเสียดายของตนมากมายเกินกว่าแค่คำพูดที่แสดงออกไป สีหน้า ท่าทางและน้ำเสียงบ่งบอกถึงความผิดหวังชนิดที่ว่าคนที่มองเห็นย่อมต้องรู้สึกไม่มากก็น้อย

 

 

“แต่ไม่เป็นไร ถึงยังไงคงได้เจอกันอีก…ฉันชื่อหวังจวิ้นข่าย ยินดีที่ได้รู้จัก แล้วนายชื่ออะไร?”

 

 

ขณะนั้นเองที่ทั้งสองเดินฝ่าฝนมาจนถึงอาคารแรกของโรงเรียน ร่างเล็กปฏิเสธที่จะตอบคำถามที่ฝ่ายนั้นถามมาด้วยความวาดหวัง เขาส่ายหน้าช้าๆ ทิ้งร่มคันสีขาวให้กับหวังจวิ้นข่าย แล้วรีบสาวเท้าจากไปอย่างกับมีตัวอะไรมากวดไล่โดยที่ร่างสูงยังไม่ทันได้เอ่ยท้วงสักคำ…

.

.

.

.

เย็นวันนั้นฝนยังคงโปรยลงมาไม่หยุดหย่อน ราวกับจะชำระล้างอดีตให้จบสิ้นไปเพื่อเริ่มต้นใหม่

 

 

หวังหยวนยังมองเห็นร่างสูงยืนอยู่ใต้อาคารหน้าโรงเรียนพร้อมกับร่มคันสีขาวที่เขาทิ้งไว้ อันที่จริงเด็กหนุ่มไม่ได้ตั้งใจจะทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าหรืออย่างไร เขาเพียงแต่จะหนี…หนีไปจากสภาวะที่เผชิญอยู่เท่านั้น พอดีกับร่มอยู่ในมือของหวังจวิ้นข่าย เขาจึงไม่ได้ดึงมันกลับมาด้วย

 

 

เขาคิดว่าหวังจวิ้นข่ายอาจจะรอเขาเพื่อคืนร่ม แต่เขาไม่อยากพบหน้า ไม่อยากพูดคุย…หวังหยวนกลัวว่าความอ่อนแอในวันนั้นจะโจมตีเขาจนอ่อนไหวไปทั้งใจอีก แค่เหตุการณ์เมื่อเช้า เขาก็แทบจะขวัญหนีดีฝ่อแล้ว โชคดีที่หวังจวิ้นข่ายจดจำเขาไม่ได้ แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ฝ่ายนั้นกลับมาเจอเขาอีกครั้งในวันที่เขาไม่ต้องการอีกแล้ว

 

 

แน่ใจหรือ?

 

 

หวังหยวนเม้มปากแน่น…เขาถามตัวเองว่าแน่ใจหรือว่าไม่ได้ต้องการฝ่ายนั้นแล้ว ทำไมเมื่อเช้าเขาถึงมีปฏิกิริยาได้ล่ะ ทั้งที่เขาควรเฉยเมยไม่ใช่หรือไง?

 

 

เด็กหนุ่มตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกัน และดูเหมือนว่าฝ่ายนั้นก็อดทนรอ แม้เวลาจะร่วงโรยไปถึงหกโมงเย็นแล้วก็ตาม ร่างเล็กพลิกนาฬิกาข้อมือดูพลางถอนใจพร้อมบอกกับตนเองว่า…เลิกเตะถ่วงเวลาได้แล้ว เห็นอยู่ชัดๆ คาตาว่าหวังจวิ้นข่ายรอพบเขาแน่นอน แม้ว่าใครต่อใครจะมองมาหรือเพื่อนร่วมโรงเรียนจะเอ่ยชวนให้กลับบ้านพร้อมกันก็ตาม หวังหยวนสะพายกระเป๋า เดินลงมาจากอาคารเรียนด้วยความไม่มั่นใจเอาเสียเลย ไม่รู้ว่าเหตุการณ์ครั้งนีมันจะนำไปสู่อะไรบางอย่างที่เขาไม่อยากนึกถึงหรือเปล่า

 

 

เมื่อร่างเล็กเดินมาถึงอาคารแรกหน้าโรงเรียน บริเวณใต้ชายคาของอาคาร ร่างสูงที่ยืนแกร่วด้วยความผิดหวังแต่ยังไม่เลิกหวัง ยืนรอด้วยความรู้สึกห่อเหี่ยวในใจ เมื่อเห็นร่างเล็กของเด็กหนุ่มผิวขาวที่เขาเจอเมื่อเช้านี้ สีหน้าหงอยๆ กลับกลายเป็นความสดใสชื่นบานในทันที โดยที่ห้ามปากไม่ทัน หวังจวิ้นข่ายก็ร้องทักออกไปแล้ว

 

 

“ฉันนึกว่านายกลับบ้านไปแล้วซะอีก”

 

 

เป็นอีกครั้งที่หวังหยวนไม่ได้ตอบคำถาม หากแต่ใช้สายตาสื่อออกไปแทน เด็กหนุ่มร่างสูงมีท่าทีคึกคักขึ้นมาทันควัน กางร่มคันสีขาวออกแล้วยื่นแขนออกไปรอรับร่างเล็กให้ก้าวเข้ามาอยู่ในพื้นที่ใต้ร่มคันเดียวกัน

 

 

“มาสิ…เดี๋ยวไม่ทันรถบัสนะ” เวลานั้นหกโมงเย็น ค่ำมากแล้ว ทั้งยังเหลือนักเรียนและครูอาจารย์ไม่กี่คนในโรงเรียน หวังหยวนมักจะเม้มปากเมื่อรู้สึกอึดอัดและทำอะไรไม่ถูก กิริยานั้นได้รับการตอบกลับเป็นเสียงหัวเราะแผ่วๆ

 

 

“ไม่ต้องกลัวฉันหรอก หวังหยวน” ชื่อเขาที่ออกมาจากปากคนตรงหน้า ทำให้ร่างเล็กมีปฏิกิริยาทันทีคือการเงยหน้ามองอีกฝ่ายอย่างไม่เชื่อหู

 

 

“เมื่อเช้าฉันถามชื่อนาย แต่นายไม่ยอมตอบ ฉันเลยไปขอให้ประธานนักเรียนโรงเรียนนายเอาสมุดรายชื่อนักเรียนมาดู รูปนายในหนังสือนั่นผิดกันกับตัวจริงเลยนะ”

 

 

“ทำไม?” หวังหยวนส่ายหน้าช้าๆ พร้อมกับขาที่ก้าวถอยหลังอย่างคนที่หวาดกลัวและจนมุม

 

 

“เพราะฉันชอบนาย…หวังหยวน”

 

 

เกิดความเงียบขึ้นปกคลุมบรรยากาศรอบกายของทั้งสองคน ร่างเล็กหยุดยืนอยู่กับที่ ขณะร่างสูงเป็นฝ่ายก้าวเข้ามาราวกับขอโอกาส…อีกสักครั้ง…

 

 

“ฉันจำได้แล้วว่านายคือคนที่มาสารภาพรักกับฉันในวันนั้น…จะผิดอะไรไหมถ้าฉันจะบอกว่าขอโทษที่เคยปฏิเสธนายไป…” เป็นอีกครั้งที่หวังหยวนส่ายหน้า ดวงตากลมโตที่เคยใสแจ๋วเหมือนลูกแก้วสวย บัดนี้คลอไปด้วยหยาดน้ำใสๆ

 

 

“ทำไม?”

 

 

“เพราะเมื่อเช้า…ตอนนั้น ฉันคิดว่าภายใต้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยน้ำฝนจนหนาวสั่น ฉันตกหลุมรักความสดใสของคนตัวเล็กๆ บางคนจนหมดหัวใจ”

 

 

โดยที่ไม่ทันตั้งตัว หวังจวิ้นข่ายก้าวเข้ามาใกล้ พร้อมกับร่มในมือ…ในพื้นที่ใต้ร่มคันสีขาวที่มีเพียงสองเรา…ปลายนิ้วอบอุ่นปาดน้ำตาบนแก้มขาวของคนร่างเล็กกว่าทิ้งให้อย่างอ่อนโยน

 

 

“ขอโอกาสให้ฉันอีกสักครั้ง…ไม่ได้ขอให้เชื่อตอนนี้ แต่สัญญาว่าต่อจากนี้ไป ฉันจะไม่ทำให้นายเสียใจอีก”

 

 

น่าแปลกที่หวังหยวนคิดไปถึงประโยคหนึ่งในหนังสือเล่มนั้น…การกลับมาของใครบางคนเปลี่ยนแปลงชีวิตคนคนหนึ่งไปตลอดกาล…

 

 

ความเปลี่ยนแปลงได้ดำเนินมาถึงแล้ว ถ้าเขาไม่อยากจมอยู่กับอดีตและความเศร้า…เขาก็ควรจะให้โอกาสกับคนที่หวนกลับมาใช่ไหม?

 

 

“ฉันจะแน่ใจได้ยังไงว่านายจะรักษาสัญญา”

 

 

น้ำตาแห้งแล้ว มาพร้อมกับสายฝนที่หยุดโปรย ร่มคงไม่จำเป็นแล้ว แต่ที่จำเป็นคือคนที่จะร่วมทางไปด้วยกันหลังจากนี้ต่างหาก

 

 

หวังจวิ้นข่ายยิ้มจนเห็นฟันเขี้ยวเล็กเหมือนแมวตัวโตๆ “ก็ขนาดนายพูดอย่างนี้แล้ว ฉันก็ยังชอบนายอยู่ดี…แบบนี้ ถือว่าพอใช้ได้ไหม?”

 

 

หวังหยวนอมยิ้ม…เมฆหมอกฟ้าครึ้มผ่านไปแล้ว หัวใจดวงน้อยควรเปิดโอกาสให้แสงตะวันได้สาดส่องเข้ามาบ้าง การจมอยู่กับอดีตมีแต่จะฉุดรั้งตัวเอง เขาควรให้โอกาสหวังจวิ้นข่ายเท่าๆ กับให้โอกาสตัวเอง

 

 

“ก็พอใช้ได้”

 

 

^^

 

 

END

 

Advertisements

3 thoughts on “Give me one more chance

  1. นิยายของไรท์ ยังคงอบอุ่นและน่ารักเสมอ ชอบมากเลยค่ะ แต่งอีกนะคะ 😊👉✌👏

    Like

  2. ชอบมากค่ะ แม้จะเริ่มแบบหน่วงๆ แต่ตอนจบก็ยังทำให้อมยิ้มได้เสมอ อ่านแล้วรู้สึกอบอุ่นแม้ในวันฝนตกเลยค่ะ ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆนะคะ

    Like

  3. อ่านตอนพลอตเริ่มแรก ถึงกับสะดุดเลย โดนปฏิเสธจากจวิ้นข่าย
    แต่ในใจคิดไว้แล้วว่าต้อง สมหวังแน่นอนตอนท้ายเรื่อง
    แล้วมันก็เป็นงั้นจริงๆ ก็จะออกแนวน่ารักๆ ละมุนนิดนึง
    เป็นกำลังใจ ให้นะคะ แต่งเรื่องใหม่จะติดตามอ่านนะ ^^

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s