Cherish you

Cherish you

 

 

Fiction

Title : Cherish you

Type : Short Fic

Genre : Romantic comedy

Rating : PG – 15

Character : Yiyangqianxi x Liuzhihong

Writer : Mint Chocolate Chip

Warning : โดนนายหน้าและปู่บังคับให้เขียนย้อนหลังเนื่องในวันเกิดหลิวจื้อหง

 

 

 

วันอาทิตย์ที่17 ที่กำลังจะมาถึงนี้เป็นวันเกิดของหลิวจื้อหง

 

 

ความตั้งใจแรกคือการฉลองกันเองภายในครอบครัว เนื่องจากเป็นวันหยุด และเขาก็ไม่ได้เชื้อเชิญหรือออกปากชักชวนเพื่อนคนไหนให้ไปร่วมฉลอง เพราะทุกปีที่ผ่านมาก็มีแค่งานฉลองเล็กๆ เป่าเค้ก กินอาหารแสนอร่อยฝีมือของมาม้า ได้รับของขวัญจากปาป๊าเป็นการภายในเท่านั้นเอง จริงอยู่ว่าเขามีเพื่อน แต่หลิวจื้อหงเพียงคิดว่าเขาไม่อยากรบกวนเวลาพักผ่อนของเพื่อนๆ ในวันหยุด จึงไม่ได้แพร่งพรายเรื่องวันเกิดออกไป

 

 

หลังจากที่หลิวจื้อหงได้รับหมุดทองจากรองประธานนักเรียนให้เข้ามาเป็นสมาชิกสภากรรมการนักเรียนโดยไม่มีเสียงคัดค้าน(แน่นอนล่ะว่าจะมีนักเรียนคนไหนกล้าคัดค้านภายใต้อำนาจการปกครองของรองประธานอี้หยางเชียนซี ถ้ายังอยากมีชีวิตที่ปกติสุข) ทว่า ฉันใดก็ฉันนั้น เสียงวิพากษ์วิจารณ์ย่อมมีว่าเขามีความเหมาะสมตรงไหนที่จะเข้าเป็นสมาชิกสภากรรมการนักเรียน แต่เสียงเล่าลือนั้นก็เป็นแค่เสียงกระซิบเบาๆ เพราะอย่างที่รู้กันว่านักเรียนปกติที่ไม่ได้เป็นสมาชิก จะไม่ค่อยอยากข้องแวะกับพวกสภานักเรียนเท่าไหร่ และนักเรียนผู้ซึ่งเป็นเจ้าของหมุดทองบนปกเสื้อก็จะไม่ค่อยสุงสิงกับนักเรียนปกติอยู่แล้ว นอกเหนือไปจากว่ามีการประกาศ หรือมีกิจกรรมร่วมกัน

 

 

ยิ่งเมื่อหลิวจื้อหงต้องเข้าไปที่ห้องสภานักเรียนทุกวัน ติดดุมทองบนปกเสื้อ ก็ราวกับประกาศว่าเด็กหนุ่ม ‘แตกต่าง’ และดูเหมือนว่าทุกคนก็พร้อมใจกันสร้างช่องว่างหรือระยะห่างกับเขาอย่างเห็นได้ชัด อย่างน้อยก็ไม่มีใครกล้ามาวอแวกับเขาอย่างที่อี้หยางเชียนซีเคยพูดไว้

 

 

โชคดีที่หลัวถิงซินและหลิวอี้หลินไม่ใช่คนที่จะทอดทิ้งเพื่อนได้ง่ายดายขนาดนั้น(ถึงจะเคยทำมาแล้วในช่วงแรกที่หลิวจื้อหงถูกรองประธานเรียกพบ) แต่เด็กหนุ่มก็รู้สึกได้ถึงช่องว่างที่มองไม่เห็นระหว่างเขากับเพื่อน อย่างน้อยความพินอบพิเทาที่เกิดขึ้นก็บอกเขาได้แจ่มแจ้งว่าทุกคนรับรู้ถึงสถานะของหลิวจื้อหง คือการเป็นคนของสภานักเรียนและอาจจะพ่วงต่อท้ายว่าเป็นคนของรองประธานด้วย

 

 

เขาคงเป็นสภานักเรียนที่มีหน้าที่แค่เพียงกินข้าวเป็นเพื่อนรองประธานและถูกกลั่นแกล้งจากฝ่ายนั้น

 

 

“หลิวจื้อหง นายเหม่ออะไร…อยู่กับฉันยังกล้าคิดถึงคนอื่นเหรอ?” เมื่อประโยคนี้จบลง เด็กหนุ่มร่างเล็กก็สะดุ้งสุดตัว พลางหัวเราะแหะๆ เวลาที่ผ่านมาพอจะทำให้เขาเคยชินกับอัธยาศัยของอี้หยางเชียนซีได้ระดับหนึ่ง ฉะนั้น ในระยะหลังๆ เขาไม่มีอาการหวาดหวั่นมากมายเหมือนเมื่อแรกๆ

 

 

“ฉันเพิ่งรู้ว่าอยู่กับนายต้องห้ามเหม่อ” ช่วงปิดเทอมที่ผ่านมาคงสร้างพลังวัตรกล้าแข็งให้หลิวจื้อหงมากพอสมควร(หรือเพราะห่างอี้หยางเชียนซีมาระยะหนึ่งเลยกล้าลองดีขึ้น?) เด็กหนุ่มถึงได้กล้าต่อปากต่อคำทั้งที่ฝ่ายนั้นก็นั่งชิดเขา

 

 

อี้หยางเชียนซีส่งสายตาจับพิรุธราวกับสแกนเนอร์ตรวจจับไวรัสชั้นดี อันที่จริงเขารู้สึกว่าเขาตัดสินใจไม่ผิดที่ดึงหลิวจื้อหงเข้ามาเป็นสมาชิกสภานักเรียน อย่างน้อยก็ตัดคนเข้าหาหลิวจื้อหงไปได้หนึ่งละ ข้อสองเขามีข้ออ้างที่จะเรียกอีกฝ่ายมาพบได้ทุกวัน แถมเวลาไหนก็ได้ด้วย

 

 

“เหม่อได้ ถ้านายคิดเรื่องของฉัน”

 

 

หลิวจื้อหงกรอกตาไปมาเป็นเชิงบอกว่าเขารู้สึกระอาใจกับความเอาแต่ใจของอีกฝ่ายมากแค่ไหน มาถึงตอนนี้เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาไปทำอะไรให้ถึงได้เป็นที่ต้องตาของอี้หยางเชียนซีนักหนา นักเรียนคนอื่นที่มีความสามารถเป็นเลิศมีมากกว่าเขาตั้งครึ่งค่อนโรงเรียนยังดูน่าสนใจว่าเขาที่เป็นนักเรียนธรรมดาชั้นปลายแถวเสียด้วยซ้ำ เขาเคยนึกอยากถามอี้หยางเชียนซี แต่พอมองใบหน้านั้นแล้วก็พูดไม่ออกซะงั้น

 

 

“วันนี้กับข้าวของฉันไม่อร่อยหรือนายมีอะไรกังวลอยู่?” เสียงถามดังมาอีกจากผู้ที่นั่งเคียงข้างและเฝ้าจับสังเกตมาตลอด ช่วงปิดเทอมที่ผ่านมาหลิวจื้อหงดูไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ความสูงอาจจะเพิ่มขึ้น แต่กิริยาท่าทางเด๋อด๋ากับดวงตาววาวใสยังกระจ่างน่ามองไม่เปลี่ยน

 

 

ความจริงอี้หยางเชียนซีก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าระยะเวลาที่ผ่านมากับการแสดงออกของเขา มันไม่ได้จุดรอยสงสัยหรือสร้างความพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นในใจของหลิวจื้อหงเลยหรือ?

 

 

ปฏิกิริยาขมวดคิ้ว เม้มปากกับท่าทีขัดเขินยามที่เขารุกใส่ฝ่ายนั้น มันน่ารักดี…แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นไม่ได้สร้างความรู้สึกพิเศษใดๆ ขึ้นในใจเลยหรือ?

 

 

บางทีอี้หยางเชียนซีก็ให้นึกสงสัยว่าเขาพลาดอะไรไปตรงไหนหรือเปล่านะ?

 

 

“หลิวจื้อหง…วันเสาร์อาทิตย์นี้…” ยังไม่ทันอี้หยางเชียนซีจะพูดได้จบประโยค เจ้าของชื่อก็ลนลานขึ้นมาทันทีทันควัน

 

 

“เสาร์อาทิตย์นี้ฉันไม่ว่างนะ…ไม่ว่างจริงๆ” ปกติแล้วพวกสมาชิกสภานักเรียนมักจะมาทำงานวันเสาร์หรืออาทิตย์ด้วย หากงานยังคั่งค้างอยู่ หรือไม่ก็รองประธานมีสิทธิ์เรียกตัวให้มาช่วยงานในวันหยุดเหล่านั้นได้ แม้แต่ประธานนักเรียนอย่างหวังจวิ้นข่ายก็ไม่มีละเว้น

 

 

“ฉันแค่…”

 

 

“แค่มีธุระกับที่บ้านนิดหน่อย ถ้ายังไงทดแทนวันอื่นได้ไหม?”

 

 

“วันนั้น…”

 

 

“แต่ถ้านายอยากให้ฉันมาโรงเรียนจริงๆ ฉันก็…” หลิวจื้อหงพูดเสียงอ่อยๆ ช้อนตามองอีกฝ่ายด้วยท่าทีครั่นคร้ามพิกล อี้หยางเชียนซีหลุดยิ้มมุมปาก หลิวจื้อหงก็คือหลิวจื้อหง ไม่เคยฟังคำพูดเขาให้ครบถ้วนสักที แล้วก็ต้องมานั่งกลัวเขาอีก

 

 

“ฉันแค่จะบอกว่าเสาร์อาทิตย์นี้ฉันต้องไปต่างจังหวัดกับที่บ้านน่ะ”

 

 

“อ้อ…เข้าใจแล้ว” เด็กหนุ่มร่างเล็กหัวเราะแก้เก้อ และรู้สึกโล่งใจเช่นกันที่รองประธานไม่ได้ระแคะระคายว่าวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้เป็นวันสำคัญของเขาวันหนึ่ง

 

 

“แต่ยังไงเสาร์อาทิตย์หน้านายต้องมาโรงเรียนกับฉันนะ”

 

 

“เอ๋? ทำไม…” หลิวจื้อหงอ้าปากค้าง

 

 

“ชดเชยน่ะ” อี้หยางเชียนซีพูดยิ้มๆ ก่อนจะคีบข้าวเข้าปากไปอีกคำ ต่างไปจากคนนั่งเคียงที่ขมวดคิ้วพลางถอนใจว่าชีวิตตนเองคงถูกผูกติดกับรองประธานไปอีกนานแน่นอน

.

.

.

.

ช่วงค่ำวันอาทิตย์คือช่วงเวลาที่ครอบครัวบ้านหลิวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา แน่นอนล่ะว่าเนื่องในวันเกิดของหลิวจื้อหง งานเลี้ยงย่อมอบอวลไปด้วยความสุขในครอบครัว ทว่า ยังมีสิ่งหนึ่งซึ่งคล้ายกับสิ่งเล็กๆ ที่ปักคาอยู่ในเนื้อใจของหลิวจื้อหงอย่างบอกไม่ถูก มันเหมือนกับการเลื่อนมือไปสัมผัสไปตามราวไม้แล้วเกิดสะดุดกับเสี้ยนเล็กๆ จนตำมือเข้าให้

 

 

วันเสาร์ยังไม่เท่าไหร่ หากแต่วันอาทิตย์ในช่วงหัวค่ำแบบนี้ทำไมเขาถึงได้รู้สึกไม่สนุกและสุขอย่างเต็มที่เหมือนปีที่ผ่านมานะ?

 

 

หลิวจื้อหงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูนาฬิกา แล้วยังเหลือเผื่อใจว่าจะมีสายที่เขาไม่รับหรือข้อความที่ไม่ได้อ่าน…แต่สุดท้ายก็พบกับความว่างเปล่า

 

 

แน่ล่ะ เขาไม่เคยบอกเพื่อนถึงวันเกิด ไม่เคยบอกใครว่าจะมีงานเลี้ยง แต่การเฝ้ารอคอยอะไรบางอย่างมันก็รบกวนใจเขาชอบกล มันเหมือนกับว่าความเคยชินบางอย่างมันหายไป

 

 

“หงหง เป็นอะไรลูก…ไม่ชอบของขวัญที่ป๊าซื้อให้หนูเหรอ?” เสียงมารดาถามมาด้วยความเอ็นดู เมื่อลูกชายฉีกห่อของขวัญแล้วพบว่าเป็นหนังสือแนวสืบสวนสอบสวนที่ชื่นชอบ รอยยิ้มเลื่อนขึ้นมาประดับบนใบหน้าก็จริง แต่แววตาดูไม่สดใสเท่าที่ควร

 

 

“ชอบมากครับ” เด็กชายเงยหน้าขึ้นยิ้มรับ พลางใช้ช้อนตักเค้กเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบตามองโทรศัพท์อีกครั้งหนึ่ง

 

 

…หายไปไหนของเค้ากันนะ?…

 

 

เสียงกริ่งดังขึ้นในช่วงเวลาที่หลิวจื้อหงรู้สึกห่อเหี่ยวนิดๆ เขาจึงอาสาลุกไปดูเองว่าอาคันตุกะที่มาเยือนนั้นเป็นใคร อาจจะเป็นญาติที่แวะเวียนไม่เยี่ยมเยือน อาจจะเป็นเพื่อนของเขาคนใดคนหนึ่งที่บังเอิญผ่านทางมาแล้วอยากแวะมาหา

 

 

แต่ไม่คิดว่าจะเป็นใครคนนั้น

 

 

“…อี้หยางเชียนซี”

 

 

เด็กผู้ชายร่างสูงที่ยืนอยู่หน้าบ้านเขาสวมเชิ้ตขาวพับแขนถึงข้อศอกกับกางเกงสแลคสีดำสนิทดูเป็นทางการอย่างบอกไม่ถูกเหมือนเจ้าตัวเพิ่งผละมาจากงานสังคมอย่างไรชอบกล หลิวจื้อหงยืนอึ้งไปเหมือนหาปากหาลิ้นไม่เจอเมื่อดวงตาที่มีสีสวยซึ้งเป็นพิเศษแลสบมา…และอะไรบางอย่างในหัวใจคลี่คลายลงจนเป็นความปลอดโปร่งโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก

 

 

“มาช้าไปหน่อย ฉันไม่คิดว่าเครื่องบินจะดีเลย์” ผู้มาเยือนกล่าวคำแช่มช้าด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่คนฟังคุ้นชิน

 

 

“นี่นายไปถึงไหนมา?”

 

 

“ปักกิ่งน่ะ”

 

 

“แล้ว…”

 

 

“พอลงจากเครื่องฉันก็บอกให้คนขับรถที่บ้านพาฉันมาส่งที่นี่”

 

 

“เอ่อ…แล้ว…” หลิวจื้อหงยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ว่าทำไมคนที่เพิ่งเสร็จธุระจากการเดินทางไกลข้ามจังหวัดถึงได้ตรงดิ่งมาหาเขาแทนที่จะกลับบ้านไปพักผ่อน ยังไม่ทันที่เด็กชายร่างผอมจะพูดอะไรต่อ เสียงมารดาที่ทักถามมาจากในบ้านทำให้เขาต้องตะโกนบอกไปว่าเพื่อนมาหาพร้อมกับปิดประตูบ้านด้วย

 

 

เปล่าหรอก…หลิวจื้อหงไม่ได้กลัวว่าอี้หยางเชียนซีจะอุกอาจมาปล้นบ้านเขา เพียงแต่ว่าเรื่องราวบางอย่างนั้น เขาอยากจะเก็บไว้เป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่าจะให้บิดามารดาร่วมรับรู้ด้วย บางที…มันอาจจะยังไม่ถึงเวลา หรือไม่ก็เขาคงกลัวว่าอะไรๆ จะยุ่งยากกว่าที่คาดคิด

 

 

“นายจะเข้าไปในบ้านฉันไหม?” หลิวจื้อหงอยากตบปากตัวเอง ทั้งที่เขาเพิ่งปิดประตูบ้านตัวเองไปเมื่อกี้ แถมยังยืนขวางทางเข้าราวกับว่าจะไม่ให้อีกฝ่ายก้าวเข้าไปแม้แต่ก้าวเดียว

 

 

“ไม่เป็นไร ฉันแวะมาแค่เดี๋ยวเดียวเท่านั้น”

 

 

“แล้วนายแวะมาหาฉันมีอะไรหรือเปล่า?” เป็นอีกครั้งที่หลิวจื้อหงถามอีกฝ่ายอย่างพาซื่อ

 

 

“วันนี้วันเกิดนายไม่ใช่หรือไง?”

 

 

“นะ…นายรู้ได้ไง?”

 

 

“แล้วนายคิดว่าฉันเป็นใครล่ะ?” โดนย้อนถามเข้าไปอย่างนี้ เด็กชายก็เม้มปากนิ่งเงียบ เหมือนโดนเสยน็อกโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

 

 

“พอดีฉันรีบกลับมา…” อี้หยางเชียนซีพูดขึ้นเมื่อเกิดความเงียบระหว่างกัน เขาไม่ได้โกรธหรือไม่พอใจที่หลิวจื้อหงไม่เคยบอกกล่าวเรื่องงานวันเกิด หรือไม่บอกด้วยซ้ำว่าวันนี้มันพิเศษอย่างไร เขารู้สึกเหมือนเข้าใจคนตรงหน้า และเลิกถือสาในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างนี้

 

 

ขอเพียงหลิวจื้อหงเป็นของเขาเพียงคนเดียว…เท่านี้ก็พอแล้วจริงๆ

 

 

“ไม่ทันเตรียมของขวัญมาให้เลย”

 

 

“ไม่เป็นไรหรอก ฉันไม่ได้อยากได้อะไรจากนายอยู่แล้ว” หลิวจื้อหงตอบไปตามความเป็นจริง เขาไม่เคยอยากได้อะไรจากอี้หยางเชียนซีเลยจริงๆ เพราะสิ่งที่อีกฝ่ายให้เขามาอย่างเช่นกับข้าวแสนอร่อยในทุกมื้อกลางวันก็นับว่ามากพอแล้ว

 

 

“แต่ฉันอยากให้นะ”

 

 

“นายบอกว่าไม่ได้เตรียมของขวัญมานี่?” เกิดแววสงสัยใคร่รู้ขึ้นในหน่วยตาสีดำสนิทสุกใส ไม่ถึงเสี้ยววินาทีใบหน้าของอีกฝ่ายโน้มเข้ามาใกล้โดยที่หลิวจื้อหงไม่ทันได้ตั้งรับ…เตรียมใจ…กระทั่งคาดคิดมาก่อน

 

 

ความอุ่นชื้นที่แนบลงมานั้นทำเอาเด็กชายร่างผอมถึงกับต้องเก็บกลั้นลมหายใจ ตัวแข็งชาโดยอัตโนมัติ จริงอยู่ว่าอี้หยางเชียนซีเคยรุกรานปล้นจูบไปจากเขาบ่อยครั้ง ทุกครั้งมันเกิดขึ้นเพราะความเอาแต่ใจของฝ่ายนั้นเป็นที่ตั้ง หลิวจื้อหงไม่ได้ยินยอมพร้อมใจสักเท่าไหร่(เหรอ?)

 

 

ทว่า ครั้งนี้มันกลับแตกต่างออกไป…มันเป็นจูบที่อี้หยางเชียนซีให้เขาเป็นพิเศษ

 

 

เสียงสุดท้ายที่หลิวจื้อหงได้ยินคือเสียงบดเบียดผ่านความชื้น จากนั้นริมฝีปากของเขาก็วาวฉ่ำขึ้นทันตา

 

 

“สุขสันต์วันเกิด…หวังว่าของขวัญจากฉันคงถูกใจนาย” อี้หยางเชียนซีหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย…ที่ทั้งขัดเขิน…ขุ่นเคือง…อ่อนไหว…

 

 

หลิวจื้อหงเม้มปากย้ำรอยขบบนริมฝีปากตัวเอง พร้อมๆ กับสีโลหิตที่ซ่านไปทั้งดวงหน้า…ที่ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาเย็นย่ำสนธยาแล้ว อี้หยางเชียนซีก็ยังมองเห็นร่องรอยสีชมพูจัดบนพวงแก้มนั้น

 

 

“นายนี่มันเจ้าเล่ห์ที่สุดเลย…ของขวัญวันเกิดของฉันต้องไม่ใช่แบบนี้สิ” เด็กชายร่างผอมกว่าต่อว่าฝ่ายนั้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่เต็มเสียงนัก

 

 

“แต่นายก็ชอบใช่ไหมล่ะ?”

 

 

“ใครว่า…อื้อ!”

 

 

อี้หยางเชียนซี มันจะมากไปแล้วนะ ฉันหายใจไม่ออกแล้ว!

 

 

 

 

END

 

 

Advertisements

5 thoughts on “Cherish you

  1. น่ารักมากๆค่ะ ❤️☺️ จื่อหง จริงๆกว่าจะรู้ตัวหนูก็ติดเชียนซีไปแล้วนะคะ ถึงขนาดยกโทรศัพท์ดูว่าเค้าจะติดต่อมาไหม เป็นฟิคสั้นๆ แต่ใสๆน่ารักมากค่ะ

    …ว่าแต่ จะปล้ำกันหน้าบ้านจริงหรือคะ เเล้วปาป๊ามาม้าน้องหงมาเจอเข้าไม่เป็นลมไปก่อนหรือคะท่านเชียน 😭😂

    ขอบคุณสำหรับฟิคค่ะ 🙏☺️

    Like

  2. ดีงามสมการรอคอย อ่านไปยิ้มไปตลอด
    พี่เค้าเหมาะกับ #รองประธานเชียนสายรุก จริงๆ
    ว่าแต่หงหงหนูรู้ตัวแล้วยังว่าพี่เค้ารุกอยู่ 555
    นี่ขนาดพี่เค้าไม่มีเวลาเตรียมของขวัญมาให้ยังดีต่อใจ(คนอ่าน)ขนาดนี้
    ถ้าพี่เค้ามีเวลาเตรียมมันจะดีได้เบอร์ไหน

    ขอบคุณที่แต่งฟิคดีๆมาให้อ่านตลอดนะคะ

    Like

  3. น่ารักมากค่ะ😆 หงหงนี่เสพติดการมีเชียนอยู่ในชีวิตมากขึ้นทุกวัน​ ของขวัญ​วันเกิด​ปีนี้หนูคงประทับใจ​มากแน่ๆ​(?)​😂​ แต่ว่าท่านเชียนคะนั้นหน้าบ้านที่ป๊ากับม๊าหงหงนั่งอยู่ในบ้านนะคะรุกลูกเขาหนักตลอด😆

    ขอบคุณ​สำหรับ​ฟิคน่ารักๆนะคะ😃🙇

    Like

  4. เป็นฟิคที่อ่านแล้วชื่นใจมากเลยค่ะ ยิ่งผ่านวันเกิดหงหงมาแล้วด้วยก็มโนแจ่มตามไปแบบฟินมากกกก

    ท่านรองรุกแรงรุกเร็วขนาดนี้ต้องมีสตั๊นกันบ้าง หลิวจื้อหงอจต้องปรับตัวอีกนิดหน่อยแต๋ก็เริ่มมีปฏิกริยาแล้วนะคะนั่น

    ขนาดรอบนี้ยังไม่ได้เตรียมของขวัญยังหวานได้ขนาดนี้ แล้วอาทิตย์ต่อไปที่ว่าจะชดเชยมันจะขนาดไหน

    ขอบคุณสำหรับฟิคนะคะ น่ารักและดีต่อใจมากเลยค่ะ

    Like

  5. อุกอาจมากอี้หยางเชียนซี…..

    ….ช่วยอุกอาจแบบนี้ต่อไปด้วย 55555555

    ใครให้ของขวัญใครกันแน่ เริ่มไม่แน่ใจเลยค่ะ

    ขอบคุณสำหรับฟิคนะคะ

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s