Rain

Rain

 

 

Fiction

Title : Rain

Type : Short Fic

Genre : Romance

Rating : PG

Character : Yiyangqianxi x Liuzhihong

Join : Wangjunkai x Wangyuan

Writer : Mint Chocolate Chip

Warning : เรานำฟิคชั่นที่เคยเขียนไว้มารีไรท์ใหม่ค่ะ

 

 

 

เสียงเม็ดฝนที่โปรยปรายด้านนอกปลุกให้ร่างที่นอนหลับคุดคู้ฝันหวานอยู่กับเตียงหนานุ่มใต้ผ้าห่มอบอุ่นรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา ไอเย็นชื้นทำให้เด็กหนุ่มดึงผ้าห่มที่ห่มคลุมตัวออกลุกขึ้นนั่งด้วยความหงุดหงิดแกมงัวเงีย เจ้าของดวงตาดำสนิทสุกใสเปิดเปลือกตาปริบปรือมองสายฝนนับร้อยนับพันหยาดหยดที่กระจกหน้าต่างราวกับสายสร้อยไข่มุกที่หล่นปรายจากสรวงสวรรค์ด้วยความรู้สึกไม่ค่อยจะสู้ดีนัก

 

 

หลิวจื้อหงเบ้หน้าอย่างเบื่อหน่ายและถอนใจอย่างหงุดหงิด

 

 

ทำไมฝนต้องตกด้วยนะ?

 

 

ไม่ชอบเลย…

 

 

เด็กหนุ่มดึงผ้าห่มมาคลุมตัวเมื่อไอชื้นฉ่ำด้านนอกเริ่มสร้างความหนาวเย็นให้แก่ผิวเนื้อจนหนาวสะท้านเข้าไปถึงหัวใจ…พลางคิดว่าคงอีกสักพักกว่าที่ฝนจะหยุด แต่ยังไงก็ตาม อย่าตกลงมาตอนเขาต้องออกจากบ้านไปมหาวิทยาลัยเลยนะโอมเพี้ยง!

.

.

.

.

หลิวจื้อหงวิ่งฝ่าฝนเข้ามาภายในบริเวณมหาวิทยาลัยด้วยความหงุดหงิดปนขุ่นเคือง เนื่องจากสายฝนที่เพิ่งขาดเม็ดไปตอนออกจากบ้าน มันดันโปรยปรายลงมาอีกเมื่อเขาก้าวออกจากรถบัส ร่างผอมบางยกแจ็คเก็ตขึ้นคลุมศีรษะ เดินลัดเลาะตามชายคาตึก พยายามทำตัวลีบติดผนังอาคารเพียงเพื่อป้องกันตัวเองจากละอองฝน เพราะเขาไม่อยากจะอยู่ในสภาพเปียกชื้นขณะนั่งเรียนแม้แต่น้อยนิด นอกจากจะทำให้หนาวสั่นแล้วมันยังสร้างความรู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัวให้เขาอีก

 

 

ตัวตึกที่เป็นเป้าหมายอยู่ใกล้แค่เอื้อม ร่างผอมบางจึงรีบสาวเท้ามาหยุดยืนอยู่ตรงอาคารก่ออิฐสีส้มสูงเจ็ดชั้นของคณะศิลปกรรมที่ออกแบบโดยศิษย์เก่าซึ่งตอนนี้ไปปักหลักสร้างผลงานไกลถึงอีกซีกโลกหนึ่ง มองฝนที่โปรยถี่เม็ดขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความไม่ชอบใจถึงขีดสุด กลีบปากสีอ่อนพึมพำอย่างจับใจความอะไรไม่ได้นอกจากตัดพ้อต่อเทวดาผู้บันดาลสายฝน

 

 

“แล้วจะไปยังไงล่ะทีนี้?” หลิวจื้อหงบ่นอย่างอ่อนอกอ่อนใจ มองเส้นทางที่เจิ่งน้ำแล้วอดถอนใจไม่ได้ ยกข้อมือดูนาฬิกาที่บอกเวลาที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดก่อนที่อาจารย์จะเข้าสอนด้วยความร้อนใจ

 

 

เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองฟ้า เพราะทางที่เขาต้องผ่านไปยังตึกเรียนไม่มีแม้กระทั่งที่กำบังกายจากฝน…คงต้องลุยสักตั้งแล้วล่ะ…

 

 

แล้วในระหว่างที่กำลังลังเลกึ่งตัดสินใจก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกลจากตัวเขาสักเท่าไหร่

 

 

“ต้องการร่มมั้ย?”

 

 

หลิวจื้อหงมองซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นใครทั้งนั้น นอกจากนักศึกษาบางคนที่วิ่งฝ่าฝนไปไม่ไกล หัวคิ้วขมวดมุ่น ดวงตาสีดำสนิทสุกใสเขม่นมองไปรอบๆ

 

 

“ผมอยู่นี่ เงยหน้าขึ้นมาสิ” เสียงหัวเราะขำๆ ส่งให้หัวคิ้วของร่างผอมบางขมวดหนักยิ่งกว่าเดิม

 

 

เงยหน้าขึ้นมองฟ้าเหรอ?

 

 

อย่าบอกนะว่าเทวดาคุยกับเขาน่ะ…จะได้ขอให้ฝนหยุดตกเสียที…

 

 

“ไง…เห็นผมแล้วใช่ไหม?” เจ้าของเสียงเสียงห้าวทุ้มทักทายอย่างอารมณ์ดีเมื่อหลิวจื้อหงเงยขึ้นไปเห็นชายหนุ่มที่อยู่ในเสื้อยืดสีสดใสถือร่มเอนตัวมาจากระเบียงชั้นสองของตึก ส่งยิ้มสวยอวดฟันขาวกระจ่างอย่างน่าจะจับไปโฆษณายาสีฟันมาให้

 

 

“มีอะไร?” หลิวจื้อหงรีบหันหน้ากลับมาเหมือนไม่เต็มใจจะมองแล้วเตรียมตัวพร้อมออกสตาร์ทฝ่าฝน

 

 

“ผมให้ยืมร่มนะ?”

 

 

“ไม่เอาล่ะ ขี้เกียจถือ” หลิวจื้อหงตอบก่อนจะออกวิ่งในทันทีโดยไม่ฟังว่าอีกฝ่ายจะว่าอย่างไร เมื่อไปถึงชายคาตึกอันเป็นจุดหมายปลายทาง จึงค่อยหันหน้ากลับมามองฝั่งตรงข้ามซึ่งผู้ชายยิ้มสวยยังคงถือร่มและโบกมือหย็อยๆ ให้เขา

 

 

“บ๊ายบาย” เจ้าของเสียงห้าวทุ้มป้องปากตะโกนผ่านสายฝนพรำโดยไม่กลัวว่าจะเป็นจุดรวมสายตาของใคร หลิวจื้อหงสะบัดหน้าพรืด รีบวิ่งเข้าตัวตึกในทันใด

.

.

.

.

คนตัวผอมบางเดินเข้าห้องมาด้วยสภาพเปียกปอน แต่ยังโชคดีกว่าเพราะเสื้อยืดตัวในไม่เปียกตามไปด้วย เพียงแต่ชื้นนิดหน่อยเท่านั้น มาถึงก็กระแทกตัวนั่งบนที่ประจำ ก่อนจะค่อยๆ ถอดแจ็กเก็ตชุ่มน้ำออกอย่างระมัดระวัง ถึงกระนั้นหยดน้ำสีใสก็ยังโรยเป็นทาง

 

 

“วิ่งฝ่าฝนมาอีกล่ะสิ จื้อหง ทำหน้ายุ่งเชียว?” หวังหยวนเดินเข้ามาทักเพื่อนสนิท พลางคลี่ยิ้มเต็มใบหน้าขาวใสเมื่อเห็นอีกฝ่ายเปียกซ่ก หยดน้ำเกาะพราว เสื้อตัวนอกชุ่มน้ำจนน่ากลัวว่าจะสวมกลับเข้าไปได้ยังไง

 

 

“ก็ฝนมันตกนี่ น่าเบื่อชะมัด” หลิวจื้อหงบ่นพลางหยิบผ้าเช็ดหน้าออกจากกระเป๋ามาเช็ดตามใบหน้าและลำคอ เพื่อนสนิทอย่างหวังหยวนจึงช่วยอีกแรงด้วยการช่วยเช็ดกลุ่มผมชื้นให้แห้งหมาด ไม่อย่างนั้นการนั่งเรียนทั้งที่ยังเปียกชื้นคงได้เป็นหวัดต้อนรับฤดูฝนแน่นอน

 

 

“ฝนตกดีออกนะ อากาศไม่ร้อนด้วย” หวังหยวนว่าอย่างนั้น แต่หลิวจื้อหงกลับเบ้หน้าพลางยีผมตัวเองจนยุ่งเหยิงก่อนใช้นิ้วมือสางให้มันพอได้รูปทรง

 

 

“ไม่เอาล่ะ ฉันยอมร้อนเหงื่อแตกดีกว่าเปียกฝนแล้วกัน”

 

 

“นายนี่เกลียดฝนเอามากนะเนี่ย” เพื่อนสนิทตัวขาวถอนใจ เอียงคอมองคนผอมทำหน้าบู้ จนน่าจะยื่นมือไปหยิกแก้มให้มันบวมไปกว่าเดิม

 

 

“ก็ไม่ถึงกับเกลียดหรอกนะ เพราะอย่างน้อยฉันไม่ต้องมานั่งรดน้ำต้นไม้” หลิวจื้อหงตอบกลับพร้อมขุดเอาข้อดีของฝนตกขึ้นมาพูด

 

 

“เหตุผลนอนเซ้นส์สิ้นดี” หวังหยวนเบ้หน้าบ้าง เพราะเขาชอบฤดูฝนและพยายามจะทำให้เพื่อนของเขาชอบฝนขึ้นมาบ้าง…จนกระทั่งป่านนี้ยังทำไม่ได้เลย

 

 

นี่ต้องทำยังไงนะ หลิวจื้อหงถึงมองเห็นว่าสายฝนมันก็มีความงดงามของมันเอง

.

.

.

.

ฝนที่โปรยปรายมาตั้งแต่ช่วงเช้าจนเย็นป่านนี้ก็ยังไม่หยุดเสียที เขาเบื่อที่จะต้องวิ่งหนีฝนแล้วนะ…นัยน์ตาสีดำสนิทเหม่อมองผ่านบานกระจก หยดเม็ดใสๆ นับร้อยนับพันกลิ้งม้วนตัวลงมาตามแรงโน้มถ่วงของโลก หยดแล้วหยดเล่า…สงสัยคงต้องรอให้ฝนหยุดก่อนละนะถึงจะกลับบ้านได้…

 

 

“จื้อหง ยังไม่กลับบ้านอีกเหรอ?” หวังหยวนทักเมื่อเห็นว่าเพื่อนยังนั่งทอดหุ่ยอยู่ที่คณะ ไม่มีท่าทีว่าจะรีบกลับบ้านเลยแม้แต่น้อย

 

 

“รอฝนหยุดแล้วค่อยกลับ” หลิวจื้อหงยื่นปากนิดๆ ยามเท้าคางมองเม็ดฝนภายนอก

 

 

“ถ้างั้นคงจะได้กลับหรอก วันนี้พยากรณ์อากาศบอกว่าฝนตกทั้งวันทั้งคืน” คนเป็นเพื่อนตอบพลางเก็บชีทหัวข้อรายงานที่เพิ่งรับมาจากอาจารย์ที่ปรึกษาลงกระเป๋า ลอบมองฝ่ายนั้นแล้วอมยิ้มน้อยๆ เหมือนมองเด็กเล็กที่เกลียดอะไรสักอย่างแล้วพยายามต่อต้านมันจนถึงที่สุด

 

 

“เฮ้อ…กลับบ้านเย็นก็ไม่เป็นไรขอให้ฝนหยุดเป็นพอ” หลิวจื้อหงพูดทั้งที่ยังเท้าคาง สีหน้าเบื่อหน่ายเต็มประดา

 

 

“ว่าแต่กลับมาที่คณะทำไม ไหนว่าไปห้องสมุดกับพี่เสี่ยวข่ายแล้วจะเลยไปกินข้าวด้วยกันไง?” เด็กหนุ่มตัวผอมเบือนหน้ากลับมาถามเพื่อนตัวขาวที่วันนี้หลังจากเลิกคลาสแล้วก็ตรงดิ่งไปห้องสมุดเพราะคนรักของตนรออยู่ที่นั่น

 

 

“อาจารย์ให้ฉันเก็บชีทรายงานของจื่อยวี่น่ะสิ วันนี้เขาไม่มาเรียน”

 

 

“อ้อ นักเรียนทุนคนนั้นเหรอ?”

 

 

“อือ ฉันเคยทำรายงานคู่กับเขาน่ะ อาจารย์เลยวานให้ฉันจัดการเป็นธุระให้เพราะติดต่อไม่ได้…ไม่สบายหรือเปล่าก็ไม่รู้”

 

 

เพื่อนตัวขาวสะพายกระเป๋าเตรียมตัวกลับ ถ้าไม่นึกอะไรได้เสียก่อน “เอาร่มมั้ย จื้อหง ฉันให้ยืม?”

 

 

คนตัวผอมส่ายหน้าและยกเหตุผลเดิมขึ้นมากล่าวอ้าง “ไม่เอา ขี้เกียจถือ พะรุงพะรัง…นายถือไปเถอะ เดี๋ยวได้เปียกฝนเหมือนฉัน”

 

 

“ไม่เปียกหรอก พี่เสี่ยวข่ายมารับ เขามีร่มคันใหญ่กว่าฉันอีก”

 

 

“จิ๊กร่มจากสตูดิโอนิเทศมาล่ะสิ” หลิวจื้อหงหัวเราะคิก นึกไปถึงรุ่นพี่ตัวสูงเพรียวซึ่งเป็นคนรักของหวังหยวน ฝ่ายนั้นเป็นถึงประธานรุ่นของคณะ จึงไม่มีใครกล้าออกปากต่อว่าที่เอาอุปกรณ์ประกอบฉากในสตูดิโอมาใช้

 

 

“ร่มชายหาดเลยแหละ ไม่มีทางเปียก” หวังหยวนบอกด้วยสีหน้าละไมเช่นเคย

 

 

หลิวจื้อหงปล่อยเสียงก๊ากอย่างห้ามไม่อยู่ หวังหยวนเพื่อนเขาก็ช่างกล้าเดินคู่กับรุ่นพี่ที่แบกร่มชายหาด…สงสัยแบกไปรับตั้งแต่หน้าห้องสมุดมาส่งที่คณะเลยล่ะมั้ง

 

 

“ถ้างั้นฉันไปก่อนนะ บาย”

 

 

“บาย” หลิวจื้อหงโบกมือลา ก่อนหันกลับไปเท้าคางมองเม็ดฝนอีกครั้ง…

 

 

เมื่อเข็มสั้นนาฬิกาผ่านไปจนเกือบถึงเลขหก คนตัวผอมจึงคิดว่าควรได้ฤกษ์กลับบ้านเสียที แม้ละอองฝนเม็ดใสยังคงโปรยปราย แต่ทว่าไม่หนักหนาเหมือนดังเช่นที่ผ่านมา อย่างน้อยยามที่เขาวิ่งฝ่าฝนก็คงจะเปียกไม่มากสักเท่าไหร่

 

 

“ต้องการร่มมั้ยครับ?”

 

 

เสียงกึ่งทักทายกึ่งทวงถามเมื่อคนตัวผอมฝ่าฝนปรอยย่ำเท้าไปหลบที่ตึกศิลปกรรม หลิวจื้อหงหันไปมองเจ้าของเสียงซึ่งส่งยิ้มมาให้อย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย…

 

 

ผู้ชายคนที่หยิบยื่นน้ำใจมาให้เมื่อเช้า…น้ำใจที่หลิวจื้อหงไม่ยินดีรับ

 

 

“ไม่เอา”

 

 

ชายหนุ่มยิ้มรับถ้อยคำเรียบเฉยนั้น ดวงตาสีน้ำตาลสวยซึ้งมีรอยล้อเลียนแพรวพราว “ฟรีครับ ไม่คิดเงินแถมคนถือร่มให้อีกต่างหาก”

 

 

หลิวจื้อหงขมวดคิ้ว เขาไม่อยากต่อปากต่อคำและไม่อยากทำร้ายจิตใจคนที่อุตส่าห์หยิบยื่นน้ำใจมาให้ด้วยคำพูดเย็นชา จึงทำเพียงส่ายหน้าแล้วรีบยกสมุดที่ถือติดตัวมาขึ้นบัง วิ่งจ้ำไปก่อนที่ฝ่ายนั้นจะถือร่มมาถึงตัว

 

 

“บ๊ายบาย” และถึงเขาจะหนีไปได้แต่ก็ไม่ลืมโบกมือให้อย่างที่ทำไปเมื่อเช้า

 

 

หลิวจื้อหงเบือนหน้ากลับมามองผู้ชายร่าเริงผิดกับวันฝนตกแล้วอดคลี่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนใจไม่ได้พลางคิดไปว่า…สงสัยไม่ค่อยเต็ม

.

.

.

.

หลิวจื้อหงมีเรียนในวิชาเลือกตัวหนึ่งในตอนบ่ายจึงไม่ได้กลับไปพร้อมกับหวังหยวนที่เรียนเสร็จไปตั้งแต่ก่อนเที่ยง เขาถอนใจด้วยความหงุดหงิดและอารมณ์เสียเมื่อเลิกคลาสแล้วแทนที่จะได้ไปไหนต่อไหนหรือว่ากลับบ้าน กลับต้องมาติดแหง็กอยู่กับที่เพราะฝนมันตกลงมาอีกครั้ง

 

 

ฝนตกน่าเบื่อ…ไม่เห็นจะมีอะไรดีสักอย่าง…

 

 

ร่างผอมบางมองออกไปด้านนอก ท้องฟ้าสลัวครึ้ม หยาดฝนยังคงโปรยเม็ดลงมาเหมือนท้องฟ้ากำลังร้องไห้งอแงที่คุณดวงอาทิตย์หนีหาย หลิวจื้อหงถอนใจก่อนลุกขึ้นเตรียมตัวกลับบ้าน…ถึงจะต้องเปียกอีกครั้ง แต่ก็ยังดีกว่านั่งเหงาหงอยอยู่คนเดียว…

 

 

วิ่งออกไปจวนจะถึงสถานีรอรถอยู่แล้ว ฝนก็ดันถี่เม็ดลงมาอย่างฟ้ารั่ว หลิวจื้อหงอดสบถออกมาไม่ได้เมื่อชายคาร้านค้าที่หวังว่าจะอาศัยหลบละอองฝนสักหน่อยมีคนเข้าไปพักรอจนเต็ม บางส่วนถึงกับเบียดเสียดล้นออกมา

 

 

แต่ยังไม่ทันจะได้ตัดสินใจว่าจะทำยังไงต่อ ร่มคันใหญ่สีเหลืองสดใสยื่นมาบดบังสายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา…หลิวจื้อหงหันไปมองเจ้าของร่ม แววตามีร่องรอยแปลกใจปนหวั่นไหวกับน้ำใจที่เคยปฏิเสธไปหากก็ยังไม่ย่อท้อที่จะหยิบยื่นให้

 

 

ชายหนุ่มร่างสูงในชุดเสื้อยืดพิมพ์ลาย สวมทับด้วยเชิ้ตลายตารางตัวยาวคลุมสะโพกภายใต้กางเกงยีนส์แบบขาดๆ มาดเซอร์ส่งยิ้มมาให้ เขายืนใกล้มากพอ แต่ก็ยังเว้นระยะห่างตามมารยาทพึงมีต่อคนที่ไม่ได้สนิทสนมคุ้นเคย เมื่อมายืนเทียบกันอย่างนี้แล้ว เขาเพิ่งจะรู้ตัวว่าตัวเองนั้นตัวเล็กบางกว่าขนาดไหน

 

 

หลิวจื้อหงเลิกคิ้วมอง ไม่ได้ยิ้มตอบหรือทักทาย ฝ่ายนั้นเมื่อเห็นอาการเฉยเมยของเขาก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ ยืนถือร่มกำบังร่างผอมจากสายฝนอยู่อย่างนั้น

 

 

และก็เป็นหลิวจื้อหงที่อดรนทนไม่ได้เอง จึงเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน “ขอบคุณ”

 

 

“ไม่เป็นไร ผมเต็มใจ”

 

 

คนตัวผอมหันไปมองเจ้าของร่มอีกครั้ง ใบหน้านั้นยิ้มแย้มอย่างใจดี ดูเป็นคนที่มองอะไรรื่นรมย์ไปหมดแม้กระทั่งฝนพรำที่น่าหงุดหงิด โดยเฉพาะริมฝีปากนั้นคลี่สยายกว้างเห็นแนวฟันขาว

 

 

“ทำไม?”

 

 

“ตอบแทนที่คุณยิ้มให้ผมเมื่อวานนี้ไง” ดวงตาสีสวยที่บรรจุแววสดใสเอาไว้เต็มเปี่ยมกำลังมองเม็ดฝนโปรยปรายอย่างมีความสุข

 

 

“เอ๋?” หลิวจื้อหงเอียงคอขมวดคิ้ว…เหตุผลแค่นั้นน่ะนะ?

 

 

แล้วเมื่อวานน่ะเขาไม่ได้ยิ้มให้เสียหน่อยนึง

 

 

“คุณน่ะไม่ชอบถือร่ม ยอมเปียกฝนอย่างนี้ไม่กลัวเป็นหวัดบ้างเหรอ…หรือว่าคุณชอบฝน?” ปลายประโยคมีร่องรอยไม่แน่ใจเหมือนพึมพำกับตัวเอง

 

 

“กลัวอะไรกับแค่หวัด? แล้วผมก็ไม่ได้ชอบฝนด้วย…” หลิวจื้อหงตั้งท่าเถียงแต่แล้วกลับชะงักเมื่อเห็นรอยยิ้มอบอุ่นและแววตาเจือรอยห่วงใยอย่างชัดเจน คนตัวผอมแกล้งเบือนหน้าไปมองถนนแล้วไม่กล้าหันกลับไปมองเจ้าของร่มอีกเลย การสนทนาแบบแปลกๆ ที่ไม่มีใครมองสบตากันจึงเริ่มต้นขึ้น

 

 

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ถ้าเป็นหวัดไปจริงๆ จะแย่นะ…พรุ่งนี้อย่าลืมพกร่มมาด้วยล่ะ”

 

 

“ไม่ บอกแล้วว่าขี้เกียจถือ”

 

 

“งั้นผมถือร่มให้คุณเอง โอเคมั้ย?”

 

 

“คุณใจดีกับคนแปลกหน้าอย่างนี้เสมอเลยหรือไง?”

 

 

“ก็ไม่ใช่กับทุกคนที่เดินผ่านหน้าผมหรอกน่า” ชายหนุ่มหัวเราะ ยิ่งเพิ่มความสดใสยิ่งกว่าสีสันของร่มเสียอีก ท้องฟ้าที่หม่นครึ้มก็ราวกับมีแสงแดดขึ้นมาทันที

 

 

“งั้นทำไมถึงเป็นผมล่ะ?” อาจเป็นเพราะบรรยากาศที่ผ่อนคลายเป็นกันเองมากขึ้น หลิวจื้อหงถึงกล้าหันมาเอียงคอถามอย่างน่ารัก แม้ใบหน้าจะไม่มีรอยแย้มยิ้มดังเช่นอีกฝ่ายก็ตาม

 

 

“รุ้งกินน้ำ!” ชายหนุ่มเลี่ยงตอบคำถามด้วยการร้องอุทานเมื่อเห็นแดดจ้าส่องลอดกลุ่มเมฆลงมาสะท้อนละอองน้ำจนเกิดเป็นสีสันสวยงามราวกับภาพฝันจินตนาการเทพนิยาย พลอยทำให้คนร่างผอมบางมองต้องมองตาม

 

 

“สวยจัง” หลิวจื้อหงเองก็อดอุทานออกมาไม่ได้ แม้เขาจะไม่ชอบฝน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเกลียดรุ้งกินน้ำหรอกนะ ส่วนคนถือร่มควักเอามือถือขึ้นมาถ่ายรูปรุ้งกินน้ำเสียหลายภาพ จนเขาคลี่ยิ้มด้วยความขบขันปนอ่อนระอาใจ…อารมณ์ศิลปินเข้าสิงหรือไงนะ?

 

 

ฝนซาแล้วเพราะแดดออก แต่ก็ยังมีละอองโปรยปรายอยู่บางเบา หลิวจื้อหงมองไปที่ถนนแล้วก็ออกเดินไปอย่างรวดเร็ว…คนถือร่มก็เดินตามมาส่งจนเขาขึ้นรถบัสเรียบร้อย จากนั้นจึงก้าวถอยหลังออกมายืนตรงริมฟุตบาธ สายตายังจ้องไปที่ร่างผอมบาง เมื่อรถเคลื่อนตัวออก หลิวจื้อหงยังเห็นฝ่ายนั้นยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมร่มสีสดใส ยืนส่งยิ้มและโบกมืออำลาแล้วขยับริมฝีปากพูดแบบไม่มีเสียง

 

 

…กลับบ้านดีๆ นะครับ ระวังเป็นหวัด…

 

 

และเพราะอะไรก็ไม่รู้ หลิวจื้อหงเผลอคลี่รอยยิ้มไปโดยไม่รู้ตัว ขยับพูดโดยไม่มีเสียงเช่นกันว่า…บ๊ายบาย…

 

 

 

TBC.

 

Advertisements

2 thoughts on “Rain

  1. โอ๊ยยยยย อยากได้คนถือร่มแบบนี้ 1 อัตราหาได้ที่ไหนคะ งานดีอะ
    หงหงมีความหลังอะไรกับฝนหรือป่าว ทำไมถึงไม่ชอบขนาดนั้น
    มีความฮาเก้อเบาๆถึงกับเอาร่มชายหาดมารับหยวนเลยหรอ เรื่องเล่นใหญ่ไว้ใจหวังจุนไคได้เลย 5555

    Like

  2. อดคิดไม่ได้ว่าทำไมถึงไม่ชอบฝน แต่ก็ยอมเปียกฝนมากกว่าพกร่ม
    แล้วก็พี่เชียนเอ็นดูหงหงมากไหม ตามมากลางร่วมส่งให้ถึงที่ ^^

    เป็นฟิคที่เกี่ยวกับสภาพอากศที่อ่านแล้วชุ่มชื่นใจดีแท้ ^^
    ขอบคุณสำหรับฟิคนะคะ

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s