Rain II

Rain

 

 

Fiction

Title : Rain II

Type : Short Fic

Genre : Romance

Rating : PG

Character : Yiyangqianxi x Liuzhihong

Join : Wangjunkai x Wangyuan

Writer : Mint Chocolate Chip

Warning : เรานำฟิคชั่นที่เคยเขียนไว้มารีไรท์ใหม่ค่ะ

 

 

 

“เอ๊ะ นั่นจื้อหงนี่นา…ยืนกับใครน่ะ?”

 

 

หวังหยวนเผลออุทานออกมาเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นร่างผอมบางของเพื่อนรักยืนคู่กับใครอีกคนหนึ่งที่เขาไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยคุ้นตามาก่อน ผ่านกระจกร้านอาหารฝั่งตรงข้ามกับถนน คงเพราะเขามัวแต่เขม่นมองมากไปหน่อยจึงได้มีมือแตะคางให้เบือนกลับมาสนใจกับบะหมี่เนื้อตรงหน้า

 

 

“มัวแต่สนใจคนอื่นอยู่นั่นแหละ กินให้เสร็จก่อน” เจ้าของเสียงกล่าวเตือนแล้วคีบชิ้นเนื้อแบ่งใส่ชามให้อย่างเอาใจใส่เอื้อเฟื้อ

 

 

“ก็ผมสงสัยนี่นา…พี่เสี่ยวข่ายรู้จักผู้ชายตัวสูง คนนั้นใช่ไหม?” หวังหยวนคาดคั้นทันทีเมื่อเห็นอาการหลบตาของชายหนุ่ม เขาคิดว่าปฏิกิริยาแบบนี้มันต้องมีอะไรแน่ๆ เลย

 

 

“ถ้าพี่เสี่ยวข่ายไม่ตอบ ผมจะไม่ไปค้างที่บ้านพี่นะ” หวังจุนไคร้องเสียงหลงว่าทำไมมาเบี้ยวกันอย่างนี้ พอเจอสายตาจากหวังหยวนจ้องเขม่นมากๆ เข้าชายหนุ่มจึงจำต้องหลุดปากพูดอย่างเสียไม่ได้ ทั้งๆ ที่เรื่องราวมันก็ไม่ได้เป็นความลับอะไรนักหนา

 

 

“รู้จักสิ เขาเป็นเพื่อนพี่เอง ย้ายมาจากปักกิ่ง เพิ่งเข้ามาเรียนเมื่อต้นเทอมนี้เอง” คนตัวเล็กกว่าหรี่ตามองอย่างจะจับพิรุธเต็มที่…ช่วยตอบให้เต็มเสียงกว่านี้หน่อยได้ไหมครับ ยิ่งทำแบบนี้หวังหยวนก็ยิ่งสงสัยนะ

 

 

“แล้วไงอีกครับ?”

 

 

“ก็ไม่แล้วไง พอดีเพื่อนพี่เห็นอัลบั้มที่หยวนหยวนย้ายออกมาจัดใหม่…ก็นะ…” ถึงยังไงคงไม่ดีแน่ที่จะขายเพื่อน หวังจุนไคอ้อมแอ้มพูดไปไม่กล้าสบตาไปด้วย “แล้วเพื่อนพี่ก็เห็นรูปถ่ายของหยวนหยวนกับจื้อหง…อืมม์ อย่างที่เห็นนั่นแหละ”

 

 

เมื่อได้ฟังคำตอบชัดเจนเต็มสองหู หวังหยวนจึงหันกลับไปมองคนทั้งคู่อีกครั้ง ดวงตากลมโตเบิกกว้างกว่าปกติแล้วค่อยหันกลับมามองคนรักตัวสูงที่นั่งผลิรอยยิ้มน้อยๆ เมื่อเห็นว่าเขาทำสีหน้าสีตาเช่นไร

 

 

“แปลว่าเพื่อนพี่เสี่ยวข่าย…จะจีบเพื่อนผมงั้นหรือ?” นี่ขนาดลงทุนถึงขนาดโอนย้ายหน่วยกิตมาเรียนที่นี่ มันเกินไปหน่อยมั้ง

 

 

“อ่าฮะ แต่พี่บอกไปแล้วว่าเพื่อนหยวนหยวนจีบยาก คงไม่สนใจง่ายๆ เชียนซีก็เลยย้ายมาเรียนที่นี่ซะเลย”

 

 

“เห็นเป็นเรื่องท้าทายไปได้” สุดท้ายหวังหยวนก็ต้องส่ายหน้าแล้วถอนใจ นึกเป็นห่วงเพื่อนรักขึ้นมาทันทีว่าจะเจออะไรจากเพื่อนพี่เสี่ยวข่ายคนนี้บ้าง

.

.

.

.

“นี่คุณอีกแล้วเหรอ?”

 

 

ไม่ใช่ใครที่ไหนที่ทำให้หลิวจื้อหงอุทานออกมาอย่างนี้…ชายหนุ่มร่างสูงผู้มาพร้อมกับร่มคันใหญ่สีสดใสไม่แพ้รอยยิ้มโผล่มารับเขาตอนจะวิ่งฝ่าฝนออกมาจากป้ายรถบัสหน้ามหาวิทยาลัย นับจากวันนั้นที่เขายอมรับไมตรี จนมาถึงวันนี้ การปฏิบัติตนต่อเขายังเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความชิดใกล้ทีละน้อย…ทีละน้อย…

 

 

“นึกแล้วว่าต้องเป็นแบบนี้” ชายหนุ่มเจ้าของเสียงทุ้มห้าวบอกขำขัน ริมฝีปากผลิรอยยิ้มชื่นบานไม่ต่างไปจากต้นไม้ได้ฝนชุ่มฉ่ำ

 

 

“แบบนี้น่ะแบบไหน?” หลิวจื้อหงเกือบจะเท้าเอวเชิดหน้าถามกวนๆ เสียแล้ว หากไม่เห็นรอยยิ้มคลี่สยายกว้างกระแทกตาเสียก่อน

 

 

“ก็ไม่พกร่มมาไง แต่ไม่เป็นไรหรอก ผมบอกแล้วว่าจะถือร่มให้คุณเอง”

 

 

หลิวจื้อหงเพียงส่ายหน้า อมยิ้ม ไม่ได้ต่อปากต่อคำต่อไปอีก  รีบเดินจ้ำก่อนที่สายฝนจะหล่นร่วงลงมาหนักกว่านี้ ชายหนุ่มตัวโตกว่าก็รีบวิ่งเอาร่มมากางให้และต่อบทสนทนาโดยไม่รับรู้ว่าอีกฝ่ายสนใจจะคุยด้วยหรือไม่ เหมือนกับว่ายังไงเสียไม่นาทีก็นาทีหนึ่งหลิวจื้อหงก็ต้องหลุดปากพูดจนได้

 

 

“วันนี้จะได้เห็นรุ้งกินน้ำอีกมั้ยนะ…ผมว่าคุณชอบรุ้งกินน้ำมากกว่าชอบฝนแน่เลย?”

 

 

“อะไรทำให้คุณคิดอย่างนั้นล่ะ?” ลมพัดมาวูบหนึ่ง หอบเอาละอองฝนกระจาย ร่มคันใหญ่เอียงให้เพื่อบดบังไหล่เล็กที่อาจจะเปียกปอน หลิวจื้อหงช้อนตามองคนข้างเคียงอย่างสงสัย…สุดท้ายเขาก็ต้องหลุดปากพูดจนได้สิน่า

 

 

“ก็เวลาคุณรู้สึกว่าชอบอะไรหรือถูกใจอะไรขึ้นมาคุณจะยิ้ม”

 

 

หลิวจื้อหงเม้มปาก เก็บกลืนริมฝีปากของตนเองเข้าไปอย่างเขินอายเมื่อถูกจับไต๋ได้…เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง โดยปกติแล้วหลิวจื้อหงไม่ชอบสานต่อความสัมพันธ์กับใครก็ได้ โดยเฉพาะกับคนแปลกหน้า แต่กับคนๆ นี้ เขาก็ไม่ได้นึกรังเกียจหรืออยากผลักไสไล่ส่ง อย่างน้อยก็ตอนนี้นะ

 

 

“คุยกันตั้งหลายประโยคแต่ไม่รู้จักชื่อสักที งั้นแนะนำตัวดีกว่าเราจะได้รู้จักกันเสียที…ผมชื่ออี้หยางเชียนซี เรียนศิลปกรรม”

 

 

คนผอมกว่าช้อนสายตาขึ้นมองคนที่แนะนำตัวเองก่อน คลายกลีบปากสีสดออก ก่อนจะชะงักเหมือนลังเล แต่แล้วก็ตัดสินใจได้เมื่อบอก

 

 

“ผมชื่อหลิวจื้อหง…อยู่คณะเศรษฐศาสตร์”

 

 

“ยินดีที่ได้รู้จักนะ หลิวจื้อหง ต่อจากนี้ก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ”

 

 

“เอ๊ะ?” ความงุนงงสงสัยคงจะแสดงออกมาทางสีหน้าและแววตามากไปหน่อย อีกฝ่ายเลยส่งยิ้มใส่ดวงตาที่จ้องตรงมา

 

 

“ก็ผมบอกแล้วไงว่าจะเป็นคนถือร่มให้ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ”

 

 

เห็นสีหน้ายิ้มๆ บวกกับท่าทางจริงจังแข็งขันนั่นแล้ว หลิวจื้อหงก็เผลอยิ้มออกมาอีกจนได้…แต่สาบานเถอะว่าเขาไม่ได้แสร้งยิ้มให้เพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจหรืออะไรก็ตามแต่ เขาเพียงรู้สึกว่าอยากจะยิ้มเท่านั้นเอง ไม่มีสิ่งอื่นใดเคลือบแฝง

 

 

อี้หยางเชียนซีกางร่มเดินมาส่งหลิวจื้อหงถึงหน้าตึกคณะเศรษฐศาสตร์โดยที่เขาไม่ต้องออกแรงวิ่งหลบฝนเหมือนหลายๆ วันที่ผ่านมา คนตัวผอมโบกมืออำลาให้ฝ่ายนั้นโดยไม่ต้องเสียเวลาฉุกคิด เพราะถึงจะคิดหลิวจื้อหงก็ห้ามปฏิกิริยาของตัวเองไม่ทันแล้ว

 

 

“ขอบคุณนะ”

 

 

“บอกแล้วไงว่าผมเต็มใจ” อี้หยางเชียนซีส่งรอยยิ้มให้เช่นเคย หลิวจื้อหงจึงยิ้มรับอย่างเขินๆ ก่อนจะหมุนตัวก้าวเข้าสู่ภายในตึกเรียนโดยไม่เหลียวหลัง เพราะตนเองรู้สึกได้ถึงผิวแก้มที่บ่มอุณหภูมิสูงมากกว่าปกติ

.

.

.

.

หลิวจื้อหงที่อารมณ์ดีได้แม้แต่วันฝนตกนั้นเป็นสิ่งที่หวังหยวนไม่เคยเห็นมาก่อนจาก เป็นพฤติกรรมที่ทำให้เขาแปลกใจและชวนตั้งคำถามสงสัยเหลือเกินว่ามันจะเกี่ยวข้องกับคนที่กางร่มมาส่งเพื่อนสนิทของเขาทุกเช้าหรือเปล่านะ?

 

 

ร่างขาวจัดทอดสายตามองใบหน้าเพื่อนรักที่เหม่อมองสายฝนแล้วอมยิ้มน้อยๆ นี่แปลว่าหลิวจื้อหงกำลังจะเลิกเกลียดสายฝน แล้วหันมามองเห็นความสวยงามของมันแล้วสิ

 

 

“จื้อหง…นายชอบฝนขึ้นมามั่งหรือยัง?” หวังหยวนลองถามออกไปด้วยความอยากรู้ว่าปฏิกิริยาของเพื่อนจะออกมาในรูปแบบใด

 

 

“ยัง” แล้วคนตอบ ก็ตอบออกมาทันควันทั้งที่ยังจ้องมองละอองฝนด้วยรอยยิ้มน้อยๆ นั่น

 

 

“ปากแข็ง” หวังหยวนค่อนขอดไปตรงๆ เพราะถ้าหากเป็นเมื่อก่อน หลิวจื้อหงเพื่อนเขาจะไม่มีวันมองสายฝนหล่นปรายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแบบนี้แน่นอน ถ้าเป็นเมื่อก่อน ไม่มีเสียหรอกที่จะเหม่อมองเม็ดฝนแล้วไม่พร่ำบ่นหรือขมวดคิ้วนิ่วหน้า ต่อว่าต่อขานที่ทำให้โลกใบนี้ชุ่มฉ่ำเฉอะแฉะอย่างรำคาญใจ…นี่ต้องยกความดีความชอบให้เพื่อนพี่เสี่ยวข่ายด้วยหรือเปล่านะ?

 

 

“ยังไงฉันก็รู้สึกเฉอะแฉะ เปรอะเปื้อน น่าหงุดหงิดทุกครั้งที่ฝนตกอยู่ดี แถมผ้าที่ตากไว้ก็ชื้นอีก” คนเป็นเพื่อนบอกความคิดเห็นของตนเองออกมาตรงๆ

 

 

“จะหงุดหงิดทำไมล่ะ ก็นายไม่ได้เปียกฝนแล้วนี่นา?” หวังหยวนยักคิ้วหลิ่วตาให้…ทำไมเขาจะไม่รู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและสิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงเพื่อนของเขา โดยส่วนตัวแล้วหวังหยวนไม่ใช่คนที่จะมานั่งคาดคั้นอะไรกับเพื่อน แม้ว่าอยากจะรู้รายละเอียดก็ตาม แต่ในเมื่อเพื่อนไม่บอกไม่เล่าให้ฟัง เขาก็ไม่ซักฟอกและพร้อมที่จะรอฟังเสมอ…

 

 

“น่ารักดีเนอะ คนถือร่มให้เนี่ย?” แต่แล้วจู่ๆ หวังหยวนก็โพล่งออกมา ทำเอาหลิวจื้อหงถึงกับแทบสำลักลมหายใจเลยทีเดียวเพราะไม่คิดว่าจะได้ยินประโยคนี้จากเพื่อนรัก เหมือนการถูกจี้ลงตรงกลางใจ เหมือนถูกจี้ในตรงจุด ทั้งๆ ที่มันอาจจะเป็นแค่คำพูดลอยๆ ไม่มีความหมายแฝงก็ได้ แต่เขาก็กลับมีปฏิกิริยาเสียมากมาย

 

 

“อะ…อะไรนะ?”

 

 

หวังหยวนหัวเราะเบาๆ พลางชี้ไปที่หน้าต่าง หวังจุนไคยืนอยู่ลานกว้างหน้าตึกพร้อมร่มชายหาดที่ดูก็รู้ว่าหยิบยืมมาจากฝ่ายจัดฉากสตูดิโอของคณะนิเทศ ชายหนุ่มโบกมือหย็อยๆ ท่ามกลางฝนฉ่ำชื้น หวังหยวนกับหลิวจื้อหงจึงโบกมือตอบกลับไป

 

 

“ชมแฟนตัวเองก็เป็น” หลิวจื้อหงส่งยิ้มล้อเลียน

 

 

“ชมเผื่อใครบางคนด้วยละน่า” หวังหยวนลุกขึ้นเตรียมตัวกลับบ้าน ส่งยิ้มล้อเลียนคืนเพื่อนไปเหมือนกัน “เอาไว้พร้อมจะเล่าให้ฟังเมื่อไหร่ก็บอกด้วยนะ ฉันอยากจะรู้จักคนที่ทำให้นายชอบฝนขึ้นมา”

 

 

“ได้ แล้วฉันจะเล่าให้นายฟัง” คนตัวผอมหยีตาแลบลิ้น รอยยิ้มระบายเต็มหน้าเมื่อมองลงไปเห็นร่างของเพื่อนรักถูกรุ่นพี่หวังจุนไครวบเอวไปหลบละอองฝนอยู่ภายใต้ร่มชายหาดคันใหญ่ด้วยกัน ท่ามกลางสายฝนหล่นปรายไม่หยุดต่อเนื่องมาได้ครบสองสัปดาห์แล้ว

 

 

เขายิ้มพลางคิด…งั้นถึงตาเรากลับบ้างล่ะนะ…

 

 

ในตอนนี้หลิวจื้อหงไม่ต้องเสียเวลาวิ่งฝ่าฝนต่อไปอีกแล้ว ในเมื่อคนถือร่มเดินตรงเข้ามาหาอย่างกับรู้ตารางเวลา อี้หยางเชียนซีส่งยิ้มกว้างจนดวงตาโค้งยิบหยีให้กับคนที่ยืนรีๆ รอๆ ใครสักคนอยู่หน้าตึกเรียน

 

 

“วันนี้เรียนหนักไหม?” อีกฝ่ายเปิดบทสนทนาง่ายๆ เขาจึงสนองได้อย่างไม่ขัดเขินจนเกินไปนัก

 

 

“ก็ไม่เท่าไหร่ แต่รายงานเพียบเลย” คนตัวผอมใช้น้ำเสียงกึ่งบ่นกึ่งตัดพ้อกลบเกลื่อนความรู้สึกแปลกๆ ในใจตน แล้วก็เดินไปหยุดยืนใต้ร่มคันสีสดใส…ที่เดิมที่เคยยืน นอกเหนือไปจากนั้นคือช่องว่างที่ดูเหมือนจะแคบลงด้วย

 

 

“งั้นแวะไปหาอะไรกินกันแก้เซ็ง…รีบกลับบ้านหรือเปล่า?”

 

 

คำตอบที่ชายหนุ่มได้รับคืออาการส่ายหน้าจนผมกระจาย แถมด้วยรอยยิ้มกว้างอีกหนึ่ง

 

 

“ไม่หรอก ไม่รีบ…”

 

 

“งั้นไปร้านขนมตรงหัวมุมถนนก็แล้วกัน มีขนมน่ากินเยอะแยะ คุณต้องชอบแน่ๆ ผมรับรอง…เอาหัวเป็นประกันเลยก็ได้” แล้วคนตัวผอมหลุดเสียงหัวเราะสดใสจนได้…ในเมื่อขณะนี้สายฝนไม่ได้น่าเบื่อ ไม่ได้น่าหงุดหงิดเหมือนเมื่อก่อน อย่างน้อยหลิวจื้อหงก็สามารถมองเห็นข้อดีบางข้อ…

 

 

ก็ถ้าฝนไม่ตก…เราคงไม่ได้เจอกัน…

 

 

ร้านที่อี้หยางเชียนซีพามานั้นเป็นร้านที่หลิวจื้อหงเคยมองหมายว่าจะแวะเข้าไปลองลิ้มชิมรสดูสักที แต่ก็เพียงแค่มองผ่านไปผ่านมา ไม่มีโอกาสได้แวะไปสักครั้ง…ตัวร้านกรุกระจกใสโดยรอบแต่ด้านหนึ่งวางวินโดว์บอกซ์บดบังสายตาจากคนภายนอกได้ ส่วนภายในทาผนังสีขาว ประดับเฟอร์นิเจอร์โทนสีสว่าง แม้แต่หมู่โต๊ะเก้าอี้ยังดูสดใส ตัดกับบรรยากาศหม่นครึ้มภายนอก

 

 

ทว่า ที่นั่งภายในร้านถูกจับจองไว้หมดแล้วจนไม่มีเหลือที่ว่าง อาจเป็นเพราะสายฝนที่หลั่งหล่นลงมาจากฟากฟ้าไม่หยุดเลยตั้งแต่ช่วงหลังเที่ยงเป็นต้นมาทำให้ใครหลายๆ คนแวะพักรอฝนซาที่ร้าน แถมยังอิ่มท้องอีกต่างหาก ชายหนุ่มจึงตัดสินใจซื้อแอแคลร์ใส่กล่องเล็กๆ พร้อมโกโก้ร้อนมาให้

 

 

“ความจริงเราแวะมาวันหลังก็ได้นี่นา?” ทั้งสองคนออกมาเดินท่ามกลางสายฝนอีกครั้ง คราวนี้อี้หยางเชียนซีเป็นฝ่ายเอาสมุดเลคเชอร์กับหนังสือของหลิวจื้อหงมาถือไว้ด้วยมือข้างที่ว่าง ส่วนเขาก็จัดการถือกล่องขนมกับแก้วโกโก้ พลางยกขึ้นจิบไปเรื่อยๆ

 

 

“ก็ผมอยากให้คุณได้ลองกินวันนี้” เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลิวจื้อหงจับกระแสความเอาแต่ใจตัวของคนตัวสูงได้ แม้จะมีท่าทีสบายๆ ยิ้มง่าย แต่ความเอาแต่ใจตัวเองก็มีมากพอ…ไม่งั้นจะมาเดินกางร่มให้เขาทำไมนานเป็นสัปดาห์หากว่าไม่ใช่คนที่ดึงดันเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่

 

 

หลิวจื้อหงจึงไม่ขัดศรัทธาหยิบแอแคลร์ไส้ครีมเข้าปาก…ความนุ่มนิ่มและหอมหวานกำลังละลายในปากและมันคงสร้างความรู้สึกชนิดหนึ่งให้มากพอที่จะส่งให้รอยยิ้มอย่างถูกใจแตะแต้มขึ้นบนใบหน้า

 

 

“เป็นไง อร่อยใช่ไหมล่ะ?” เสียงถามดังมาอีก คราวนี้หลิวจื้อหงพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย ทั้งกินเอแคลร์ทั้งดื่มโกโก้ร้อน…ในเวลาอย่างนี้ทำไมมันถึงได้สร้างความรู้สึกอร่อยและสุขใจหาใดเหมือนก็ไม่รู้

 

 

“แบ่งมั่งสิ” คนถือร่มเอ่ยประท้วงขึ้นเมื่อเห็นกิริยาท่าทีมีความสุขเหลือเกิน แล้วหลิวจื้อหงก็พลั้งเผลอ…เผลอตัวเผลอใจยิ่งกว่าครั้งไหนเมื่อหยิบเอาก้อนขนมไส้ครีมป้อนใส่ปากคนที่ยื่นหน้ามาชิดใกล้

 

 

ท่ามกลางสายฝนหล่นโปรยปรายราวกับม่านแพรของนางฟ้า กับผู้คนบางตาและฟ้าหม่นครึ้ม…อี้หยางเชียนซีชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ผิวเนื้อเนียนละมุน…ภายใต้ร่มคันใหญ่สีสดใส…

 

 

ทว่า หลิวจื้อหงได้แต่ยืนนิ่ง มือแทบจะบีบแก้วโกโก้แหลกคามือเมื่อชายหนุ่มก้มหน้าลงมาชิด…ยิ่งกว่าชิด

 

 

ริมฝีปากอิ่มอุ่นชื้นและยังกรุ่นกลิ่นรสขนมหวานของผู้ชายที่ยืนเคียงข้างแตะแต้มลงมาที่กลีบปากนุ่มหยุ่นของเขา…หลิวจื้อหงไม่แน่ใจว่าตอนนี้ฝนหยุดตกหรือยัง แต่ความอุ่นร้อนที่แทรกขึ้นมาตามผิวหน้ากลบไอเย็นชื้นของละอองฝนฉ่ำรอบกาย…จนแทบไม่รู้สึกถึงความหนาวเย็นเลยสักนิด

 

 

จูบกันแล้ว…

 

 

และฝนก็ยังไม่หยุด…

 

 

หลิวจื้อหงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น…ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากลีบปากฉ่ำชื้นของตัวเองนั้นถูกและเล็ม บดเบียด แนบเคล้านานเท่าไหร่ รู้แต่ว่าหัวใจเต้นแรงถี่รัวเกินกว่าจะสงบลงได้ง่ายๆ มันเต้นแรงเสียจนได้ยินชัดเจน มันแรงโลดเสียจนเขาอยากจะซ่อนมันไว้ไม่ให้อีกฝ่ายได้ยิน

 

 

“อยากรู้ไหมว่าทำไมถึงจูบ?” เสียงถามนั้นราวกับกระซิบมาจากที่ไกลๆ

 

 

คนถูกขโมยจูบไปดื้อๆ ไม่อยากฟังคำอธิบายที่อาจจะทำให้หัวใจสั่นระรัวยิ่งกว่านี้ เลยได้แต่แสร้งขมุบขมิบพูดแก้เก้อ

 

 

“ฝนยังไม่หยุดเลยนะ”

 

 

ลมเปลี่ยนทิศทางเมื่อฝนกระหน่ำลงมา อี้หยางเชียนซีเอียงร่มกำบังละอองฝนให้พร้อมกับที่โน้มใบหน้าลงต่ำอีก ร่างผอมบางกว่าหลับตารับจูบที่หวานและอุ่นซ่านที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง…

 

 

หลิวจื้อหงช้อนสายตาขึ้นมองอย่างเขินอายเมื่อริมฝีปากอุ่นนั้นผละจาก…ช่องว่างของคนแปลกหน้ามันเลือนหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ในตอนนี้มีแต่เพียงความชิดใกล้จนได้ยินเสียงหัวใจคลอเคล้าไปกับเสียงเม็ดฝนกระทบกับผ้าใบร่ม เขาหยุดเสียงหัวใจเต้นระรัวไม่ได้เลยจริงๆ ร่างทั้งร่างก็สั่นนิดๆ จนต้องพึ่งพิงวงแขนแข็งแรงของอีกฝ่าย และดวงตาคู่สีน้ำตาลลึกซึ้งนั้นที่บอกแทนถ้อยคำทั้งมวล

 

 

…ชอบนะ…

 

 

เข้าใจใช่ไหม?

.

.

.

.

หลิวจื้อหงให้ชายหนุ่มมาส่งที่บ้าน…เป็นคนแรกที่เขาอนุญาตให้มาส่งนอกเหนือไปจากเพื่อนสนิทอย่างหวังหยวนและรุ่นพี่หวังจุนไค ฝนยังตกลงมาไม่หยุดแต่มันก็คลายความแรงลงจนเหลือเพียงหยาดสายประปรายเป็นละอองบางเบา…

 

 

“อีกเดี๋ยวก็จะถึงบ้านแล้ว…”

 

 

“จื้อหง”

 

 

คนถูกเรียกชื่อชะงัก…ตลอดเวลาที่ผ่านมา ต่างก็ถ้อยทีถ้อยอาศัย รักษาช่องว่างระหว่างกันไว้ แต่ตอนนี้ช่องว่างนั้นคงไม่จำเป็นแล้ว

 

 

“ผมขอเรียกว่าจื้อหงนะ ส่วนจื้อหงเองก็เรียกผมว่าเชียนซีแล้วกัน…โอเคมั้ย?”

 

 

ชายหนุ่มจ้องลึกเข้าไปดวงตาสีดำสดใสยิ่งกว่าดวงดาวพร่างพราย…ดวงตาที่บอกทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่ต้องใช้คำพูดใดๆ

 

 

“พรุ่งนี้ผมจะมารับจื้อหงที่บ้านนะเพราะผมไม่อยากรอที่หน้ามหาลัยอีกแล้ว”

 

 

“ทำไมล่ะ?”

 

 

“เผื่อพรุ่งนี้ฝนไม่ตก ผมก็อดมารับจื้อหงน่ะสิ”

 

 

“ไม่หรอก…ผมจะภาวนาให้วันพรุ่งนี้ฝนตก ให้ฝนตกทุกๆ วันเลย” หลิวจื้อหงคลี่ยิ้มหวาน เขย่งขึ้นแต้มจูบที่มุมปากของอีกฝ่ายเบาๆ ราวกับจะเอาคืนที่ฝ่ายนั้นจู่โจมจูบเขาโดยไม่ทันตั้งตัวบ้าง

 

 

“รู้มั้ยว่าเชียนซีทำให้ผมเริ่มชอบฤดูฝนแล้วล่ะ”

 

 

 

 

END.

 

 

^^

 

Advertisements

3 thoughts on “Rain II

  1. โฮ พ่อบุญทุ่ม ขนาดย้ายถิ่นฐานตามมาจีบน้องถึงที่ 😭😭 แถมรุกหนักมากค่ะ เผลอแป๊บเเอบจูบน้องแล้ว คู่รองก็น่ารัก โผล่มาให้แม่ไคหยวนอย่างเราขื่นใจเป็นพักๆ

    ภาษายังสละสลวยเหมือนเดิมค่ะ อ่านเเล้วนึกถึงวันฝนพรำตามเลย (จริงๆก็ตกอยู่ทุกวันอ่ะนะ)

    ขอบคุณสำหรับฟิคนะคะ น่ารักมากๆ ❤️☺️

    Like

  2. โอ้ยยย พี่เชียนซีเค้าช่างลงทุนและทุ่มเทมากกกกก ขนาดย้ายมหาลัยตามหงหงมาเลยทีเดียว มีน้ำอดน้ำทนและมีวิธีจีบที่น่ารักมาก นอกจากนั้นพี่เค้าก็รุกฆาตได้ดีสุดๆ >///////<

    ขอบคุณสำหรับฟิคนะคะ ตามอ่านมาจนถึงเรื่องนี้แล้ว รู้สึกว่าเขียนได้ดีมากจริงๆ ค่ะ คาแรกเตอร์ชัดเจนมาก อ่านเข้าใจง่ายและบรรยายภาพให้คิดตามได้แจ่มมากเลยค่ะ ^^b

    Like

  3. อี้หยางเซียนซีคนจริง 2017 จริงๆ ถึงกับย้ายหน่วยกิตมาตามจีบ
    คนจริงแถมรุกเร็วกางร่มให้น้องไม่เท่าไรขโมยจูบน้องซะแล้ว
    อยู่กางร่มให้น้องไปนานๆนะ ไหนๆน้องก็เริ่มชอบหน้าฝนแล้ว >///<

    ขอบคุณสำหรับฟิคค่ะ ติดตามตลอดแน่นอน ^^v

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s