One moment in time

One moment in time

 

 

Fiction

Title : One moment in time

Type : Short fic

Genre : Romance

Rating : PG

Character : Yiyangqianxi x Liuzhihong

Writer : Mint Chocolate Chip

 

 

 

 

ลานกว้างในที่แห่งนั้นกำลังจัดเป็นซุ้มกิจกรรมงานวัดมีทั้งเกมการละเล่นชิงรางวัล มีการแสดงพื้นบ้าน รวมไปถึงสวนสนุกขนาดย่อมอย่างชิงช้าสวรรค์และม้าหมุน เพราะในวันพรุ่งนี้เป็นต้นไปจะมีงานรื่นเริงประจำปี อีกทั้งยังเป็นการแสดงออกซึ่งความสามัคคีรวมใจของชาวบ้านอีกด้วย และถึงแม้ว่าความเจริญได้ย่างกรายเข้ามาโดยมีนายทุนมาตั้งห้างสรรพสินค้าเดอะ มอลล์ บางยายปริกในตัวจังหวัดแล้วก็ตาม แต่งานรื่นเริงของหมู่บ้านที่จัดกันมาทุกปีก็ยังคงคึกคักจากคนหนุ่มสาวในหมู่บ้านเอง รวมไปถึงผู้คนจากตำบลใกล้เคียง

 

 

โดยปกติแล้วกำนันอี้จะลงมาตรวจตราและกำชับกำชาลูกบ้านในการจัดงานรื่นเริงว่ามีข้อจำกัดอะไรบ้าง อย่างเช่นเหล้าบุหรี่ห้ามขายให้เด็กต่ำกว่าสิบแปดปี ของมึนเมามีจำหน่ายได้ถึงกี่ทุ่ม รวมไปถึงเวลาการจัดงานที่ไม่ควรจะเกินเที่ยงคืนเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนชาวบ้านในเรือนละแวกใกล้เคียงจนเกินไปนัก แต่วันนี้ลูกชายกำนันอี้รับหน้าที่แทนผู้เป็นบิดาเสียเอง เนื่องจากบิดาของเขาติดธุระบางอย่างในตัวเมือง

 

 

“พี่ศรีๆ ปีนี้สอยดาวมีรางวัลใหญ่เป็นมอเตอร์ไซค์ ข้าว่าจะลองเสี่ยงดวงดูสักหน่อยแล้ว” อี้หยางเชียนซีหรือที่ใครๆ ก็เรียกว่า ‘พี่ศรี’ หันไปมองซุ้มสอยดาวตามเสียงของลูกน้องในกลุ่ม

 

 

“เอ็งจะได้ลูกอมหรือไม่ก็สบู่แทนน่ะสิ” คนเป็นลูกพี่กล่าวคำกลั้วหัวเราะ เนื่องมาจากคนที่หมายมั่นจะสอยเอารางวัลใหญ่ทุกปีนั้นได้แต่รางวัลเล็กๆ น้อยๆ มาตลอด

 

 

“โธ่ พี่ศรีอย่าพูดอย่างนั้นสิ ข้าเสียกำลังใจหมด”

 

 

“แล้วข้าจะคอยดู”

 

 

“ปีนี้พี่ศรีจะครองซุ้มยิงปืนหรือปาเป้าหรือเปล่า?” เสียงลูกน้องอีกคนทักมาเมื่อทั้งกลุ่มเดินผ่านกลุ่มคนที่กำลังจัดเตรียมข้าวของ ตั้งซุ้ม หรือกระทั่งจับจองพื้นที่เพื่อขายอาหารการกิน

 

 

“แน่นอน” อี้หยางเชียนซีกล่าวคำยิ้มๆ พลางสอดส่ายสายตาไปทั่วลานกว้าง แล้วสายตาก็มาสะดุดอยู่ที่ซุ้มรำวง ชาวบ้านรุ่นวัยกลางคนกำลังซักซ้อมร้องรำทำเพลงเพื่องานรื่นเริงที่จะเกิดขึ้นในค่ำคืนนี้ เปล่าหรอก…ปะรำยกพื้นสูงจากลานดินที่แห่งนั้นไม่ได้มีอะไรแปลกประหลาด มันก็เหมือนเดิมทุกปี ทว่า ปีนี้ เขากลับมองเห็นคนแปลกหน้าที่เดาว่าอาจจะไม่ใช่คนในชุมชน เนื่องมาจากเครื่องแต่งกายและท่าทีที่แตกต่างไปจากชาวบ้านทั่วไป

 

 

ร่างนั้นดึงความสนใจจากอี้หยางเชียนซีได้มากพอสมควร และยิ่งสร้างความประหลาดใจมากขึ้นก็เมื่อชายหนุ่มเห็นคนคุ้นเคยเดินเข้าไปหาคนแปลกหน้าอย่างรู้จักมักคุ้น

 

 

“อ้าว นั่นพี่ไข่นี่?…ไหนบอกว่าไปส่งไข่ยังไม่เสร็จ ที่แท้แอบตัดหน้ามาดูงานก่อนเราซะนี่” หนึ่งในลูกน้องของอี้หยางเชียนซีกล่าวคำ ชายหนุ่มจึงผละจากกลุ่มเดินเข้าไปหาเพื่อน พร้อมทั้งกับอยากจะรู้ว่าคนแปลกหน้าจากต่างถิ่นคนนี้เป็นลูกเต้าเหล่าใคร มาจากไหน

 

 

“เฮ้ย…เสี่ยวไข่ ไหนเอ็งบอกว่างานยังไม่เสร็จไงวะ?” อี้หยางเชียนซีเดินไปทักทายเพื่อนอย่างเป็นกันเอง…ก็เสี่ยวไข่ หรือหวังจุนไคเป็นเพื่อนที่รู้จักกันมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย เรียนด้วยกันมาตลอดจนกระทั่งมาแยกย้ายกันไปเมื่อทั้งคู่เรียนชั้นสูงขึ้นไปถึงระดับมหาวิทยาลัย เมื่อเรียนจบ หวังจุนไคกลับมารับช่วงธุรกิจร้านค้าไข่ไก่สดของที่บ้าน ส่วนอี้หยางเชียนซีก็กลับมาทำงานในถิ่นฐานบ้านเกิด

 

 

“อ้าว เสี่ยวศรี…เอ็งนั่นเอง ข้างานเสร็จแล้วจะแวะมาดูงานบ้างจะเป็นไร?” หวังจุนไคตอบกลับไป แต่เมื่อเห็นสายตาของเพื่อนมองมายังคนที่ยืนอยู่ข้างตัวด้วยแววสงสัย ชายหนุ่มจึงแนะนำคนทั้งคู่ให้รู้จักกัน

 

 

“เสี่ยวศรี…นี่หลิวจื้อหง ญาติผู้น้องของข้า พอดีปิดเทอมใหญ่เลยแวะมาเยี่ยมญาติ…จื้อหง…นี่เพื่อนพี่เองชื่ออี้หยางเชียนซี หรือจะเรียกพี่ศรีก็ได้ ใครๆ ก็เรียกอย่างนั้น”

 

 

“ถึงว่า…ข้าทั้งคุ้นตาทั้งแปลกตา” แน่นอนว่าความเป็นเพื่อน ทำให้ทั้งสองครอบครัวรู้จักมักจี่กันตามไปด้วย แต่อี้หยางเชียนซีกลับนึกหน้าญาติผู้น้องของหวังจุนไคไม่ออกว่าเคยเห็นตั้งแต่ยังวัยเยาว์หรือไม่ เพราะฝ่ายนั้นก็มีญาติพี่น้องเยอะพอสมควร

 

 

“เออ…เอ็งมาก็ดีแล้ว ข้าฝากเอ็งช่วยดูน้องข้าหน่อยนะ จื้อหงไม่ค่อยคุ้นที่คุ้นทาง…เดี๋ยวข้าจะแวะไปช่วยน้องหยวนจัดซุ้มขนมสักหน่อย” โดยไม่รอช้า หวังจุนไคผลักภาระอย่างน้อยชายให้คนเป็นเพื่อนหน้าตาเฉย แล้วตนเองก็เดินลิ่วๆ ไปยังอีกด้านหนึ่งของลานกว้างซึ่งจัดเป็นซุ้มค้าขายอาหารและเครื่องดื่ม ฝ่ายคนถูกพี่ชายทิ้งได้แต่มองตามแผ่นหลังที่หายลับไปในฝูงชนพร้อมกับขมุบขมิบปากราวกับแช่งชักอยู่ในใจว่า…ทิ้งกันได้ลงคอ

 

 

อันที่จริงหลิวจื้อหงก็ไม่ได้หวังจะให้ญาติผู้พี่คอยดูแลเทคแคร์เสียเมื่อไหร่ แต่การถูกฝากฝังไว้กับคนที่เขาไม่เคยคุ้นนั้น เด็กหนุ่มค่อนข้างจะไม่ชอบใจนัก

 

 

“น้องจื้อหง…พี่เรียกน้องอย่างนี้ได้ไหมจ๊ะ?” ประโยคนั้นเรียกให้เด็กหนุ่มกลับมาให้ความสนใจผู้ชายตรงหน้า จริงๆ แล้วเขาก็เคยพบหน้าค่าตาพี่ศรีมาก่อน เพราะฝ่ายนั้นก็แวะเวียนมาที่บ้านของหวังจุนไคบ่อยครั้ง แต่ก็ใช่ว่าเขาจะคุ้นเคยกับพี่ศรี เพราะความที่เขาติดตามบิดามารดาไปใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองหลวงเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยได้กลับมาเยี่ยมญาติพี่น้องทางนี้เท่าไหร่นัก จึงไม่แปลกที่บุคลิก ท่าทาง การแต่งตัวถึงได้ดูแปลกแยกไปจากสังคมชาวบ้านในแถบนี้

 

 

“ก็ได้” หลิวจื้อหงตอบคำเบาๆ ต่อประโยคที่เกือบๆ จะหวานจ๋อยของอีกฝ่าย มันเป็นเรื่องปกติที่ผู้ชายที่นี่จะพูดจาลงท้ายจ๊ะจ๋า แต่สำหรับเขาที่ไม่อยู่เมืองกรุงมา มันออกจะหวานเลี่ยนไม่น้อย

 

 

“น้องจื้อหงชอบดูรำวงหรือจ๊ะ?”

 

 

“เปล่า แค่ออกมาเดินดูเขาเตรียมงาน อยู่แต่ในบ้านก็ไม่รู้จะทำอะไรด้วย” ผู้อ่อนวัยกว่าตอบเบาๆ เมื่อทั้งสองเริ่มออกเดินไปด้วยกันโดยมีลูกน้องของอี้หยางเชียนซีตามเกาะกลุ่มกันอยู่ห่างๆ ราวกับจะช่วยระแวดระวังภัยให้คนเป็นลูกพี่

 

 

“คืนนี้จะเป็นคืนแรกของงานรื่นเริงประจำหมู่บ้าน อะไรๆ เลยดูคึกคักวุ่นวายไปหน่อย ว่าแต่คืนนี้น้องจื้อหงจะมาเที่ยวงานไหม?”

 

 

“ไม่รู้เหมือนกัน บางทีอาจจะนอนอ่านหนังสืออยู่บ้านก็ได้”

 

 

“ทำไมล่ะจ๊ะ? พี่ศรีว่างานสนุกออก ใครๆ ในหมู่บ้านก็ออกมางานกัน” หลิวจื้อหงเบือนหน้าไปมองทางอื่น แสร้งทำเป็นมองบรรยากาศรอบตัว ขณะที่ความจริงแล้วเขาพยายามกัดริมฝีปากเพื่อไม่ให้ยิ้มยามที่ฝ่ายนั้นแทนตนเองว่า ‘พี่ศรี’ กับเขา

 

 

ดูเหมือนว่าอี้หยางเชียนซีจะจดจำเขาไม่ได้จริงๆ ว่าในสมัยเด็กนั้น ทั้งสองได้เคยพบปะสนิทสนมเช่นไร แน่ล่ะ ในเมื่อตอนนั้นหลิวจื้อหงอายุไม่ถึงสิบขวบ ได้ติดตามหวังจุนไค ญาติผู้พี่และเด็กอื่นๆ ในหมู่บ้านไปเล่นน้ำในหนองน้ำประจำหมู่บ้าน เคยเข้าไปเล่นที่ชายป่าเด็ดผลลูกไม้มาเก็บกิน เคยทำเบ็ดตกปลาเล่นกัน…ในตอนนั้นหวังจุนไคและอี้หยางเชียนซีเป็นหัวโจกนำกลุ่มเด็กๆ ในหมู่บ้านไปเล่นยังที่สถานที่ต่างๆ

 

 

ตอนนั้นหลิวจื้อหงยังเล็กนัก ตัวก็เล็กผอม ใบหน้ายังกลมอิ่ม แก้มเป็นพวงเต่ง…แตกต่างจากในตอนนี้ที่เด็กหนุ่มเรียนชั้นปีแรกในระดับมหาวิทยาลัยจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากเด็กชายตัวเล็กผอม กลายมาเป็นหนุ่มน้อยร่างสูงเพรียว แก้มที่เคยมีหายไป กลายเป็นใบหน้าเรียวขาวสะอาดแทนที่ ความแตกต่างจากวันนั้นจนถึงวันนี้ คงจะทำให้อี้หยางเชียนซีอาจจะนึกไม่ออก หรือถ้านึกออกก็คงเป็นภาพอันเลือนรางเหลือเกิน

 

 

“ก็…ไม่รู้จักใคร พี่ไข่ก็คงอยู่กับแฟน คงไม่ว่างมาดูแลเราหรอก” แม้ตอนนี้หลิวจื้อหงจะเติบโตขึ้นมาก จนความสูงเกือบจะไล่เลี่ยกับอี้หยางเชียนซี แต่ความหนาและแข็งแรงของเรือนกายยังเทียบไม่ติด

 

 

“เสี่ยวไข่ฝากน้องให้พี่ศรีดูแลแล้ว…น้องจื้อหงมาเดินเที่ยวกับพี่ศรีก็ได้นี่จ๊ะ ถ้าน้องสะดวก พี่จะขี่มอไซค์ไปรับที่บ้าน” คนเป็นพี่เอ่ยวาจาอย่างเอื้อเฟื้อจนเขาเองก็รู้สึกแปลกใจกับมิตรไมตรีที่เขาอยากจะมอบให้ จริงอยู่ว่าหวังจุนไคเพื่อนเขามาฝากน้องไว้ เขาในฐานะที่เป็นพี่ และเป็นถึงลูกชายกำนันที่ดูแลทุกข์สุขของชาวบ้านในละแวกนี้ จึงไม่น่าแปลกที่เขาควรจะให้ความดูแล ทว่า อะไรบางอย่างข้างในอกมันกระซิบบอกเขาว่าอยากจะให้ช่วงเวลาที่ได้อยู่กับน้องจื้อหงยืนยาวออกไป ฉะนั้น ทางที่ดีที่สุดก็คือ คืนนี้พาน้องเที่ยวงานรื่นเริงด้วยตัวเอง

 

 

“จะดีเหรอ?” ฝ่ายผู้อ่อนวัยกว่าเอ่ยคำอุบอิบ ทั้งยังไม่กล้ามองหน้าหรือสบตาคนเป็นพี่ ขณะที่อีกฝ่ายคล้ายจะเดินต้อนหน้าต้อนหลัง คอยระแวดระวังไม่ให้คนน้องเดินไปชนหรือไปกระทบกระแทกอะไรเข้า

 

 

“ดีสิจ๊ะ…งั้นคืนนี้พี่ศรีไปรับที่บ้านนะ”

 

 

เพียงแค่คำพูดนี้…ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมหลิวจื้อหงถึงได้จรดจดจ่อ รอเวลาเย็นย่ำให้มาถึงเร็วๆ สักที!

 

 

เมื่อกลับถึงบ้านก่อนงานรื่นเริงเริ่มต้นขึ้นโดยพี่ศรีขี่มอเตอร์ไซค์มาส่ง และจะมารับในอีกสองชั่วโมงข้างหน้า ร่างผอมบางรีบอาบน้ำปะแป้งให้สดชื่น เลือกเสื้อผ้าตัวหลวมใส่สบาย ไม่ลืมส่องกระจกตรวจตราดูความเรียบร้อย จนญาติผู้พี่เอ่ยแซว

 

 

“เอ้า…เอ้า…ส่องเข้าไปนะกระจก หล่อแล้วจ้า จื้อหง”

 

 

“ไม่ต้องมาล้อเลย พี่ไข่ ทีตัวเองทิ้งน้องไว้กับคนอื่นเค้ายังไม่ว่าเลยนะ” หลิวจื้อหงหันมาไล่เบี้ยกับญาติผู้พี่ที่ตอนนี้อาบน้ำแต่งตัวใหม่ จะออกไปงานรื่นเริงของหมู่บ้านเช่นกัน แต่จุดหมายปลายทางของชายหนุ่มคือร้านขนมโรตีสายไหมของน้องหวังหยวนต่างหาก

 

 

“ทิ้งไว้กับคนอื่นอะไร ไอ้ศรีมันก็เพื่อนรักของพี่ ไม่ใช่คนอื่นคนไกลสักหน่อย” หวังจุนไคแกล้งเน้นคำ…ไม่ใช่คนอื่นคนไกลอย่างจะล้อเลียนญาติผู้น้อง หลิวจื้อหงแกล้งทำปากยื่น ก่อนจะอมยิ้มเมื่อได้ยินประโยคถัดมา

 

 

“แล้วยังไง สุดท้ายเราก็ไปเที่ยวงานกับไอ้ศรีสมใจแล้วไม่ใช่หรือ?”

 

 

“อื้ม ก็คนเขาเสนอตัวอยากพาเที่ยว จะปฏิเสธไปมันก็ยังไงๆ อยู่อะนะ”

 

 

“ไม่ใช่ว่าอยากไปเที่ยวกับเขาแล้วเอาพี่มาบังหน้าล่ะ”

 

 

“พี่ไข่!” หวังจุนไคไม่อยู่รอฟังคำบริภาษ ชายหนุ่มก้าวยาวๆ ไม่กี่ก้าวก็ไปถึงรถมอเตอร์ไซค์คู่ชีพแล้ว

 

 

“พี่ไปก่อนนะ…ไหนๆ ปิดเทอมมาอยู่บ้านนอกสักที สอยเขามาเป็นของเราให้ได้ล่ะ!”

.

.

.

.

คล้อยหลังญาติผู้พี่ไม่นาน อี้หยางเชียนซีก็มารับหลิวจื้อหงถึงบ้าน ค่ำคืนนี้ชายหนุ่มเลือกเสื้อฮาวายสีแดงแจ๊ดมาสวมใส่ ใบหน้าผัดแป้งเสียขาว เพราะไม่อยากให้น้องจื้อหงเห็นแต่หน้ามันย่อง รอยยิ้มระบายเต็มใบหน้าเมื่อเห็นว่าผู้อ่อนวัยกว่าก็เลือกสวมใส่เสื้อผ้าในโทนสีเดียวกับตัวเอง

 

 

“พี่ศรีมาช้าไปหรือเปล่าจ๊ะ น้องจื้อหงรอนานไหม?”

 

 

“ไม่นาน”

 

 

“งั้นไปกันเถอะ ป่านนี้งานเริ่มคึกคักแล้วล่ะ” หลิวจื้อหงพยักหน้าเห็นด้วย เพราะขนาดบ้านเขาที่อยู่ห่างจากลานกว้างของวัดที่ไว้จัดงานรื่นเริงยังได้ยินเสียงเพลงผ่านลำโพงเครื่องเสียงมาถึงนี่เลย

 

 

เช่นเคยที่เหมือนคราวครั้งที่อี้หยางเชียนซีมาส่งที่บ้าน หลิวจื้อหงซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของอีกฝ่ายไปยังสถานที่จัดงานรื่นเริงประจำหมู่บ้าน แม้ตอนนี้จะมืดแล้ว ถนนบางเส้นมีแสงไฟข้างทางเพียงริบหรี่ แต่กระนั้นเด็กหนุ่มกลับรู้สึกปลอดภัย ไม่รู้สึกกลัวอะไรเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังเจือรอยสุขอย่างบอกไม่ถูก…จนกระทั่งมาถึงลานกว้างอันเต็มไปด้วยผู้คนมากมายทั้งเด็กเล็ก หนุ่มสาว และคนวัยชรา หลิวจื้อหงก็ยังได้รับการดูแลประคบประหงมจากอี้หยางเชียนซีราวกับเขาเป็นน้องน้อย

 

 

“น้องจื้อหงหิวไหม ทานอะไรรองท้องมาหรือยัง?” เสียงถามเจือไปด้วยความอ่อนโยน และพาให้หัวใจที่เต็มตื้นอยู่แล้วกลับเพียบล้นขึ้น

 

 

“ยังเลย”

 

 

“งั้นเดี๋ยวพี่ศรีพาไปกินผัดไทยก็แล้วกัน ร้านยายปริกทำอร่อย” เมื่อพูดจบ ชายหนุ่มจึงแซงขึ้นเดินนำหน้านิดหนึ่งโดยมีเด็กหนุ่มร่างผอมเดินตามทั้งยังแอบคีบชายเสื้อของฝ่ายนั้นไว้เผื่อกันพลัดหลง…

 

 

ทั้งอาหารการกิน ขนม การละเล่น ซุ้มชิงรางวัลที่พี่ศรีคอยซื้อให้และชี้ชวนให้หยุดดูทำให้หลิวจื้อหงเพลินตาและเพลินใจอย่างบอกไม่ถูก มือข้างหนึ่งถือขนมกัดกิน มืออีกข้างหอบหิ้วตุ๊กตาหมีที่อี้หยางเชียนซีไปชิงรางวัลมาให้จากเกมปาเป้า ไหนจะหมวกที่ชิงมาจากเกมยิงปืนอีก

 

 

“น้องจื้อหงเมื่อยหรือเปล่าจ๊ะ?” เมื่อชายหนุ่มเห็นว่าฝีเท้าคนเดินเคียงเริ่มลดระดับความเร็วลง เขาจึงถามออกมาอย่างเป็นห่วง นี่นับได้ว่าตั้งแต่เขาไปรับน้องจื้อหงมาจากที่บ้านจนมาถึงงานยังเดินกันไม่หยุดเลย นี่ไม่นับกับการที่ต้องคอยแวะซุ้มการละเล่นชิงรางวัล ก็กะได้ว่าทั้งสองเดินกันมาได้สองชั่วโมงเต็มๆ แล้ว

 

 

“นิดหน่อย แต่ไม่เป็นไร สนุกดี”

 

 

“เห็นน้องจื้อหงสนุก พี่ศรีก็ดีใจด้วย…งั้นเราไปนั่งชิงช้าสวรรค์กันไหม จะได้นั่งพักขากันด้วย” ลูกชายกำนันอี้ชี้มือไปยังชิงช้าสวรรค์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตรงที่พวกเขายืนอยู่ หลิวจื้อหงมองตามและเลยมามองใบหน้าของอี้หยางเชียนซีครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบรับด้วยน้ำเสียงที่เจือรอยสุขสนุกอย่างไม่ปิดบัง

.

.

.

.

เมื่อถึงคิวของทั้งคู่ หลังจากที่ยืนต่อแถวมาได้สักพัก ชายหนุ่มเปิดทางให้ผู้อ่อนวัยกว่าเข้าไปนั่งก่อน เขาก้าวตามเข้าไปทีหลังพร้อมกับที่ประตูกั้นปิดลงและชิงช้าสวรรค์ค่อยๆ เลื่อนขึ้น พาพวกเขาลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะความแคบของสถานที่หรือเพราะความที่ขายาว ทำให้หัวเข่าของทั้งสองชนกัน หลิวจื้อหงทำเป็นสนใจมองวิวทิวทัศน์เบื้องนอก ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าทุกกิริยาอาการของตนอยู่ในสายตาของผู้ที่นั่งตรงข้ามตลอดเวลา

 

 

“ดาวสวยจัง…เหมือนจะเอื้อมคว้าได้เลยเนอะ?” เด็กหนุ่มพูดออกมาเบาๆ เมื่อรู้สึกได้ถึงบรรยากาศแบบแปลกๆ กับสายตาที่จ้องตรงมา เขาไม่ได้เป็นพระอิฐพระปูนถึงได้ไม่รู้สึกอะไร จึงพยายามกลบเกลื่อนอาการของตนเองด้วยการทำลายความเงียบขึ้น เพราะไม่อย่างนั้นเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามของเขาคงจะดังพอให้อีกฝ่ายได้ยิน

 

 

“บ้านนอกไม่มีแสงไฟฟ้าคอยกลบแสงดาว มันเลยดูสวยเป็นพิเศษ” แล้วอี้หยางเชียนซีก็ตอบสนองไปในทางเดียวกัน ขณะที่แลมองใบหน้าขาวสะอาดของผู้อ่อนวัยกว่าอย่างไม่วางตา…เขาเหมือนจะรู้สึกได้ถึงความผูกพันที่ถักทอขึ้นอย่างเงียบเชียบ เมื่อความทรงจำแต่เก่าก่อนถูกปลุกขึ้นมา หลิวจื้อหงในตอนนั้นยังเป็นเด็กเล็กๆ ที่คอยตามแจ ใครไปเล่นที่ไหนก็ตามไปด้วย จนบางครั้งก็กลายเป็นภาระให้เด็กที่โตกว่าอย่างเขาต้องคอยระแวดระวังเสมอ

 

 

ไม่น่าเชื่อว่าผ่านไปสิบกว่าปี เด็กน้อยคนนั้นได้เติบโตขึ้นมาจนเขาจำแทบไม่ได้…

 

 

“เราเคยนั่งมองดูดาวด้วยกันอย่างนี้มาก่อน น้องจื้อหงยังจะพอจำได้ไหม?” และแล้วประโยคที่แทบจะทำให้หัวใจของหลิวจื้อหงหยุดเต้นไปชั่วขณะก็ดังขึ้น

 

 

ทำไมเขาจะจำไม่ได้ล่ะ…คืนนั้นเป็นคืนก่อนวันที่เขาจะจากที่นี่ ติดตามครอบครัวไปปักหลักอาศัยอยู่ในเมืองหลวง เป็นคืนที่หมู่บ้านมีงานรื่นเริงแบบนี้แหละ…

 

 

“พี่ศรีจำได้ด้วยเหรอ?” เสียงตอบกลับมาเบาแสนเบา จนคนที่ตัวโตกว่าต้องขยับมาฟังใกล้ๆ

 

 

“พี่เพิ่งจะนึกออก เมื่อเห็นหน้าน้องจื้อหงใกล้ๆ นี่แหละ” ไม่พูดเปล่า ชายหนุ่มยังแตะไปที่หลังมือของอีกฝ่าย เมื่อเห็นว่าญาติผู้น้องของเพื่อนรักเขาไม่มีทีท่ารังเกียจ อุ้งมืออบอุ่นจึงรวบไปกำไว้หลวมๆ

 

 

“พี่ศรีจับมือเค้าทำไม?”

 

 

“พี่จำได้ว่าตอนนู้น…” ชายหนุ่มลากเสียงยาวนิดๆ อย่างให้รู้ว่าเวลาได้ผันผ่านมานานมากแค่ไหนแล้ว “…น้องจื้อหงยังตัวเล็ก ต้องคอยจับมือเวลาเดินไปไหน เพราะกลัวน้องพลัดหลง มาตอนนี้น้องโตมากแล้ว ไม่ต้องกลัวพลัดกับพี่ศรีแล้วเนาะ”

 

 

“แล้วมันเกี่ยวยังไงกับการจับมือตอนนี้ล่ะ?” หลิวจื้อหงช้อนตามองอีกฝ่ายด้วยท่าทีขัดเขินนิดๆ เขาไม่ใช่ผู้หญิงที่ต้องมาแสดงจริตจก้านยามเขินอาย แต่อาการใจเต้นแรงและผิวแก้มที่ร้อนขึ้น เขาก็ห้ามไม่ได้เช่นกัน

 

 

“ก็พี่อยากจับ เพราะกลัวน้องลอยหายไปกับดาว”

 

 

“เค้าไม่ใช่ลูกโป่งนะ” ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ กับถ้อยคำที่โต้กลับ อดไม่ได้ที่จะถือวิสาสะยกปลายนิ้วขึ้นไล้แก้มนิ่มที่ตอนนี้คงจะแดงจัดไม่ใช่น้อย

 

 

“ถึงน้องจื้อหงไม่ใช่ลูกโป่ง พี่ศรีก็อยากคว้าจับมาเป็นของตัวเองเหมือนกัน”

 

 

หลิวจื้อหงเงียบไปครู่หนึ่ง เขาไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้มันเป็นแค่ความเผลอไผลไปตามบรรยากาศหรือออกมาจากหัวใจที่จริงแท้?

 

 

ระยะเวลาที่ห่างหายกันไปน่าจะพอลบร่องรอยบางอย่างไปจากหัวใจได้ เขาจึงไม่มั่นใจว่าคำพูดของอี้หยางเชียนซีมันหมายความว่าอย่างไร?

 

 

ใช่แบบเดียวกับที่เขารู้สึกหรือเปล่า?

 

 

“พี่ศรีพูดแบบนี้ จะจีบเค้าเหรอ?” ในที่สุดหลิวจื้อหงก็ถามออกไปตรงๆ เพื่อให้ความค้างคาใจของเขาได้รับคำตอบที่กระจ่างชัด ให้เขาได้รู้ว่าไม่ใช่แต่ตนเองที่หลงละเมอเพ้อพกไปฝ่ายเดียว

 

 

“ถ้าน้องจื้อหงยอมให้พี่ศรีจีบ พี่ก็จะจีบจ้ะ”

.

.

.

.

ตอนนี้เป็นเวลาสี่ทุ่มแล้ว เมื่ออี้หยางเชียนซีขี่มอเตอร์ไซค์มาส่งหลิวจื้อหงที่บ้านอีกครั้ง ญาติผู้ใหญ่บางคนยังดูละครหลังข่าวอยู่ ไฟในบ้านจึงคงยังเปิดสว่างจนชายหนุ่มไม่จำเป็นต้องเดินไปส่งถึงประตู เด็กหนุ่มร่างผอมลงจากเบาะซ้อนท้าย ในอ้อมกอดคือตุ๊กตาหมีที่ฝ่ายนั้นไปล่ารางวัลมาให้ รีรอกันอยู่สักครู่หนึ่ง เมื่อไม่เห็นว่าลูกชายกำนันอี้จะสตาร์ทเครื่องยนต์ หลิวจื้อหงจึงได้พูดขึ้น

 

 

“คืนนี้ดึกมากแล้ว…”

 

 

“ใช่…คืนนี้ดึกแล้ว พี่จะกลับไปก่อน แล้วพรุ่งนี้…” ชายหนุ่มเว้นจังหวะไว้ครู่หนึ่ง มองดวงหน้าขาวสะอาดของเด็กหนุ่มตรงหน้าราวกับจะซึมซับภาพนั้นไว้ให้ประทับลงในความทรงจำและหัวใจ

 

 

“พรุ่งนี้ทำไมเหรอ?”

 

 

“พรุ่งนี้พี่ศรีจะมาฟังคำตอบว่าน้องจื้อหงจะอนุญาตให้พี่จีบน้องหรือเปล่า?”

 

 

หลิวจื้อหงนึกไปถึงตอนที่เขาอยู่บนชิงช้าสวรรค์แล้วแก้มก็ร้อนฉ่า จึงได้ซบหน้าลงกับตุ๊กตาหมีในอ้อมกอด เพราะไม่อยากอวดแก้มแดงๆ ให้ชายหนุ่มได้เห็นอีก

 

 

“ว่าไงจ๊ะ? ถ้าพรุ่งนี้พี่ศรีมาหา น้องจื้อหงคงมีคำตอบให้พี่?”

 

 

“งั้นพี่ศรีรอพรุ่งนี้ก็แล้วกัน เค้าจะเข้าบ้านแล้ว” สุดจะทานทนสายตาที่มองมาได้ไหว หลิวจื้อหงเงยหน้าขึ้น ได้แต่กล่าวคำเลี่ยงๆ ทว่า อี้หยางเชียนซีกลับหัวเราะแผ่วๆ ก่อนจะแตะปลายนิ้วลงบนริมฝีปากตัวเองแล้วยื่นไปแตะที่ริมฝีปากของผู้อ่อนวัยกว่า

 

 

“ราตรีสวัสดิ์จ้ะ พี่ศรีขอฝากจูบนี้ตามติดน้องจื้อหงไปในฝันด้วย”

 

 

“ใครเค้าอยากฝันถึงพี่ศรีกัน?” ถึงจะเขินอายมากแค่ไหน หากหลิวจื้อหงก็ยังกล้าตอบโต้ และรู้สึกว่าเขายังไม่อยากให้พี่ศรีจากไปเลย ความสุขและความสนุกที่ได้รับมาตลอดค่ำคืนนี้จะพาให้เขาข่มตาหลับลงได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย

 

 

“แต่พี่อยากฝันถึงน้องนะ…แล้วเจอกันในฝันจ้ะ”

 

 

ถ้านี่คือคารมคมคายของหนุ่มบ้านนา หลิวจื้อหงก็อยากจะบอกว่ามันได้สร้างแรงกระเพื่อมมหาศาลอย่างที่ใครอื่นก็ทำได้ไม่เทียมเท่า หรือจะเป็นเพราะในใจของเขามีใครบรรจุไว้มานานแสนนานแล้วก็ได้ พออะไรๆ มันกำลังจะเป็นไปด้วยดี เขาจึงรู้สึกกับมันมากกว่าที่เคยเป็น

 

 

และก่อนที่อี้หยางเชียนซีจะจะเคลื่อนรถจากไป หลิวจื้อหงได้เอ่ยเรียกไว้ “…พี่ศรี”

 

 

“จ๋า”

 

 

“พรุ่งนี้ห้ามลืมนะ ถ้าลืมเค้าจะโกรธจริงๆ ด้วย”

 

 

“ไม่ลืมจ้ะ…แล้วพี่ศรีจะนั่งนับเวลารอเลย”

 

 

 

^^

 

 

 

END

 

 

 

 

 

 

 

 

Advertisements

One thought on “One moment in time

  1. พี่ศรีทำตัวน่าหมันไส้มากเลยค่ะ พี่ขา
    มาแทนตัวเองว่าพี่ศงพี่ศรี ไหนจะลงท้ายด้วยจ๊ะจ๋าอีก แหมมมมมม
    คารมเหลือร้ายมาก พ่อลูกชายกำนันอี้………

    ขอบคุณสำหรับฟิคนะคะ ชอบทุกเรื่องเลย ❤️

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s